ข่าว

เคาะ 12 ชุดขับเคลื่อนประชารัฐ'สมคิด'ดันเจ้าสัวประกบรมต.
12 ธันวาคม 2558

เดินเครื่องนโยบายสำคัญด้านเศรษฐกิจ-ประชารัฐ
"สมคิด"นำรายชื่อคณะกรรมการภาครัฐและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ12 ชุด เสนอ ครม.รับทราบ ดึงเจ้าสัวทำงานร่วมกับภาครัฐใกล้ชิด วางตัว CEO บริษัทชั้นนำทำงานประกบรัฐมนตรี

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อวันที่15ธ.ค.ที่ผ่านมานายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้นำรายชื่อคณะกรรมการภาครัฐและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ (Public Private Steering Committee)ที่มีการจัดตั้งขึ้นตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ให้ตั้งคณะทำงานภาครัฐและเอกชน ในด้านต่างๆหลังจากที่รองนายกรัฐมนตรี นำคณะนักธุรกิจรายใหญ่25รายเข้าพบนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา

"การแต่งตั้งคณะกรรมการในครั้งนี้รองนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงว่าเป็นการตั้งคณะกรรมการอย่างไม่เป็นทางการขึ้นมาผลักดันขับเคลื่อนมาตรการสำคัญๆของภาครัฐ ซึ่งเป็นไปตามที่นายกรัฐมนตรีเคยให้นโยบายว่าในการขับเคลื่อนเรื่องสำคัญๆของประเทศอยากให้มีกลไกที่มีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชนซึ่งจะทำให้นโยบายต่างๆประสบความสำเร็จ"พล.ต.สรรเสริญกล่าว

สำหรับคณะกรรมการภาครัฐและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ที่มีการเสนอให้ ครม.รับทราบประกอบไปด้วยคณะทำงานย่อย 12 ชุดโดยแต่ละชุดจะมีหัวหน้าทีมทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ได้แก่

1.คณะทำงานด้านการยกระดับนวัตกรรมและผลิตภาพ มีนายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและนายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด มหาชน เป็นหัวหน้าคณะทำงาน

2.คณะทำงานด้านการดึงดูดการลงทุนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ มีนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายชาติศิริ โสภณพนิชกรรมการผู้จัดการใหญ่ และกรรมการบริหารธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)เป็นหัวหน้าคณะทำงาน

3.คณะทำงานด้านการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและวิสาหกิจเริ่มต้น (SMEs & Start-up)มีนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายสุพันธุ์ มงคลสุธีประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เป็นหัวหน้าคณะทำงาน

4.คณะทำงานด้านการยกระดับคุณภาพวิชาชีพ (Competitive Workforce)มีพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาสรองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)เป็นหัวหน้าคณะทำงาน

5.คณะทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ มีพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายฐาปน สิริวัฒนภักดีบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เป็นหัวหน้าคณะทำงาน

6.คณะทำงานด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวและส่งเสริมอุตสาหกรรมการประชุมและจัดนิทรรศการ (MICE) มีนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา และนาย กลินท์ สารสิน รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เป็นหัวหน้าคณะทำงาน

7.คณะทำงานด้านการส่งเสริมการส่งออกและการลงทุนในต่างประเทศ มีนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายสนั่น อังอุบลกุลประธานกรรมการบริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน)

8.คณะทำงานด้านพัฒนาคลัสเตอร์ภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-curve)มีนางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนาย ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานกรรมการ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) เป็นหัวหน้าคณะทำงาน

9.คณะทำงานด้านการปรับแก้กฎหมายและกลไกภาครัฐ มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีและ นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด มหาชน เป็นหัวหน้าคณะทำงาน

10.คณะทำงานด้านการพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ มีนายฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าไทย เป็นหัวหน้าคณะทำงาน

11.คณะทำงานด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ มีพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นหัวหน้าคณะทำงาน และ

12.คณะทำงานด้านการสร้างรายได้และการกระตุ้นการใช้จ่ายของประเทศ มีนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายทศ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นหัวหน้าคณะทำงาน

คณะกรรมการชุดนี้ จะดำเนินการในลักษณะหุ้นส่วนภาครัฐ เอกชน และประชาชน (ประชารัฐ)เน้นการ "ขับเคลื่อน" ผ่านกิจกรรมที่เป็น Action Agenda ครอบคลุมใน 4 เสาหลักสำคัญ ธรรมาภิบาล นวัตกรรมและผลิตภาพ การพัฒนาทุนมนุษย์ และการมีส่วนร่วมในความมั่งคั่ง โดยกุญแจแห่งความสำเร็จเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว ประกอบไปด้วยการลดความเหลื่อมล้ำการยกระดับคุณภาพคนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน"จากนี้ไปภาครัฐและภาคเอกชนจะทำงานกันอย่างใกล้ชิด ภายใต้คณะทำงานชุดต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยโครงการที่เป็นรูปธรรม และเกิดการกระจายรายได้และความมั่งคั่งไปยังทุกภาคส่วนของประเทศอย่างแท้จริง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง