ข่าว

ลดขีดความสามารถไทย3ขั้น ปัญหาลงทุนรัฐ-ขาดดุลงบสูง

30 พฤษภาคม 2561

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (ทีเอ็มเอ) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ ได้เปิดเผยผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศจาก สถาบันการจัดการนานาชาติ ไอเอ็มดี จากสวิตเซอร์แลนด์ ประจำปี 61ซึ่งทำการสำรวจและจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันทั้งหมด 63 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก โดยพบว่าไทย ที่มีอันดับลดลงจากปีก่อนที่ 27 เป็นที่ 30 ขณะที่ชาติอื่นในอาเซียน สิงคโปร์อยู่คงที่ที่อันดับ 3 มาเลเซียอันดับดีขึ้นจาก 24 เป็นที่ 22  อินโดนีเซียลดจากที่ 42 เป็น 43 และฟิลิปปินส์ลดจากที่ 41 เป็น 50


          ทั้งนี้เมื่อลงรายละเอียดพบว่า การจัดอันดับทั้ง 4 ด้าน พบว่า  ด้านโครงสร้างพื้นฐานปรับตัวดีขึ้น ด้านสภาวะเศรษฐกิจและประสิทธิภาพของภาคธุรกิจคงเดิม ส่วนด้านประสิทธิภาพของภาครัฐมีอันดับลดลง


          นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานศูนย์เพื่อการพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน ทีเอ็มเอ กล่าวว่า แม้การจัดอันดับในปีนี้ไทยจะลดลง แต่การวางรากฐานเศรษฐกิจในระยะยาว และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีอันดับดีขึ้น ขณะที่การลงทุนโดยรัฐในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ส่งผลลบต่ออันดับบางด้านในระยะสั้น แต่เชื่อว่าจะมีผลบวกต่อเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ทั้งนี้ประเด็นที่รัฐบาลยังคงต้องให้ความสำคัญ คือ การพัฒนาทางด้านสังคม การศึกษา และสาธารณสุขเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและความจำเป็นในการพัฒนาประเทศ


          ด้านนางปัทมา เธียรวิศิษฎ์สกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า ในปีนี้ผลการจัดอันดับภาพรวมลดลง แต่ในองค์ประกอบนั้นมีดีขึ้น 1 ด้าน และรักษาอันดับไว้ได้ 2 ด้านคือด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจและประสิทธิภาพภาคเอกชน ขณะที่ด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ ซึ่งลดลงจาก 22 ในปีที่แล้วเป็น 24 ในปีนี้ เป็นผลมาจากการใช้จ่ายขาดดุลเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ถือเป็นเรื่องดีที่จะสร้างความสามารถในการแข่งขันและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาว


          อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้เฝ้าติดตามการรักษาวินัยทางการเงินการคลัง รวมทั้งกำกับดูแลให้การใช้งบประมาณภาครัฐให้เกิดประโยชน์ และคุ้มค่าภายใต้กรอบความยั่งยืนทางการคลัง สำหรับการปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานเพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับภาคธุรกิจ ก็ส่งผลให้อันดับด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ขึ้นถึง 2 อันดับ และรัฐบาลมีแนวทางพัฒนาต่อ เช่น การใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์และดิจิตอล ในการให้บริการให้รวดเร็วมีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส ควบคู่ไปกับการเร่งรัดการดำเนินงานเพื่อแก้ปัญหาปัจจัยที่เป็นพื้นฐานเชิงโครงสร้างในทุกด้าน


          นายศรพล ตุลยะเสถียร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ภาพรวมของความสามารถในการแข่งขันของประเทศยังดีอยู่ โดยเฉพาะเศรษฐกิจโดยรวมได้ 10 ถือว่าดีเด่น ขณะที่ด้านโครงสร้างพื้นฐานดีขึ้น 1 อันดับมาอยู่ที่ 48 ด้านประสิทธิภาพเอกชนคงเดิมที่ 25 แต่ส่วนที่ลดลงมาจากประสิทธิภาพของภาครัฐ เนื่องจากที่ผ่านมารัฐมีตัวเลขขาดดุลงบประมาณอยู่ แต่เมื่อเข้าไปดูรายละเอียดแล้วไม่น่าห่วงเพราะเป็นการขาดดุลทางการคลังเพื่อใช้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานซึ่งช่วยพัฒนาศักยภาพประเทศได้ระยะยาว.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง