ข่าว

ปรับแนวคิด ปฏิรูปตลาดแรงงาน เพิ่มพูนขีดความสามารถการแข่งขันของไทย
12 กรกฎาคม 2562

กรุงเทพฯ – สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ร่วมกับ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)  หรือ สภาพัฒน์ฯ  จัดงานสัมมนา Thailand Competitiveness Conference 2019 : “Rethinking the Future”

ศาสตราจารย์อาร์ทูโร บริส (Professor Arturo Bris) ศาสตราจารย์ด้านการเงินและผู้อำนวยการศูนย์กลางด้านการแข่งขันโลก จากสถาบัน IMD เป็นผู้บรรยายพิเศษในหัวข้อ “Surfing the Global Megatrends” กล่าวว่า แม้จะมีหลายเมกะเทรนด์ที่สร้างทั้งโอกาสและความท้าทายให้กับองค์กรภาครัฐและเอกชน แต่เทรนด์ที่องค์กรต่าง ๆ ควรให้ความสำคัญอย่างมากในเวลานี้คือ การปฏิรูปตลาดแรงงาน

“รูปแบบองค์กรภาครัฐและเอกชนในปัจจุบันไม่ตอบโจทย์กลุ่มคนทำงานยุคมิลเลนเนียล (Millennials) อีกต่อไป เพราะงานส่วนใหญ่มักเป็นงานที่ไม่ก่อประโยชน์ (Useless Jobs) งานที่ส่งผลในด้านลบต่อสังคมหรือสิ่งแวดล้อม (Undesirable Jobs) และงานที่ไม่มีใครต้องการทำ (Undesired Jobs) ซึ่งคนยุคใหม่ไม่ต้องการทำ สิ่งที่วัยทำงานต้องการคืองานที่สามารถเติมเต็มคุณค่าในชีวิต งานที่มีความหมาย สร้างรายได้ และสร้างมูลค่าสังคมให้กับพวกเขาได้”

ศ. อาร์ทูโร กล่าวเสริมอีกว่า การเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดขึ้นแบบล่างขึ้นบน (Bottom-Up) คือประชาชนจะเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเองอย่างค่อยเป็นค่อยไป และได้แนะแนวทางสำหรับองค์กรในการรับมือไว้ 5 ขั้นตอน ได้แก่

  1. Evaluate – การวัดผลศักยภาพและความสามารถของแต่ละบุคคล
  2. Create – สร้างทางเลือกในการเปลี่ยนสายงาน เพื่อสร้างความท้าทายใหม่ให้กับคนทำงาน
  3. Plan - วางแผนวิธีการสร้างรายได้หรือแรงจูงใจใหม่ ๆ เช่น การมอบค่าตอบแทนเป็นค่าเงินออนไลน์แทนเงินสด เป็นต้น
  4. Learn - สนับสนุนให้พนักงานได้เรียนรู้ทักษะที่นอกเหนือจากการทำงานในหน้าที่
  5. Engage - สร้างการมีส่วนร่วมให้ผู้ร่วมงานได้มีปฏิสัมพันธ์กัน ซึ่งจะนำไปสู่ความรู้สึกพอใจและเติมเต็ม

ทางด้าน ดร. คริสทอส คาโบลิส (Dr. Christos Cabolis)  อีกหนึ่งผู้เชี่ยวชาญจากสถาบัน IMD บรรยายต่อในหัวข้อ “Thailand in the Future Competitiveness Landscape” กล่าวว่า “ประเทศไทยมีผลการประเมินที่ดีมากในด้านการลงทุนระหว่างประเทศ เนื่องจากเป็นตลาดที่มีความน่าสนใจ และภาครัฐก็ออกข้อกำหนดต่าง ๆ ที่ช่วยดึงดูดบริษัทต่างชาติให้เข้ามาลงทุน โดยการท่องเที่ยวก็ยังคงแข็งแกร่ง และมีอัตราการว่างงานต่ำ ซึ่งล้วนเป็นข้อดีที่สามารถต่อยอดพัฒนาในด้านอื่น ๆ ได้ แต่ไทยยังมีจุดอ่อนที่เด่นชัดในด้านการบูรณาการความรู้ ถึงแม้สถาบันการศึกษาวิจัยต่าง ๆ จะมีผลงานออกมามากมายในแต่ละปี แต่ส่วนใหญ่กลับไม่ได้นำมาต่อยอด หรือไม่สามารถตอบโจทย์ภาคธุรกิจได้โดยตรง นอกจากนี้ก็ยังต้องผลักดันด้านการศึกษาอีกมาก โดยเฉพาะทักษะด้านภาษา”

แง่มุมที่ดร. คริสทอส เห็นตรงกันกับศ. อาร์ทูโร เกี่ยวกับสิ่งที่ประเทศไทยจะต้องเร่งปฏิรูป คือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ เพื่อก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในรุ่นต่อไป เพราะในตอนนี้ ภาคธุรกิจมีผู้บริหารมากมายที่มีศักยภาพและประสบการณ์ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ แต่องค์กรก็ต้องสามารถดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถให้เข้ามาทำงาน และยังต้องรักษาบุคลากรเหล่านั้นไว้ให้ได้เช่นกัน

นายธีรนันท์ ศรีหงส์ ประธานสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย กล่าวทิ้งท้ายว่า ในโลกยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทต่อการพัฒนาและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นยุคที่ The future is now เพราะอนาคตอาจไม่ได้หมายถึงระยะเวลา 3 ปี 5 ปีอีกต่อไปแต่มีเรื่องใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวันและอาจ disrupt สิ่งที่เราเคยทำมาได้ในระยะเวลาไม่ถึงปี ทำให้การดำเนินงานทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจต้องมีการปรับตัวให้เท่าทันและยังคงอยู่ได้ในกระแสของโลกยุคใหม่ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องมาคิดอย่างจริงจังถึง “อนาคต” ของประเทศในยุคนี้ และสิ่งที่เราต้องทำอย่างเร่งด่วนเพื่อให้ประเทศไทยสามารถโต้กระแสคลื่นของความเปลี่ยนแปลงได้อย่างแข็งแรงมั่นคง จึงเป็นที่มาของประเด็นหลักในการสัมมนาภายใต้เรื่อง Rethinking the Future ในปีนี้  

ข่าวที่เกี่ยวข้อง