ข่าว

กางแผนขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา 2563-2570
5 กันยายน 2562

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงถึงแนวทางการขับเคลื่อนประเทศของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ว่า มุ่งเน้นการสร้างคน ใช้วิจัยและนวัตกรรม เพื่อให้ประเทศไทยมีความมั่นคง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้วโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบนโยบายและยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัย และนวัตกรรมพ.ศ. 2563-2570 เมื่ออังคารที่ผ่านมา แผนดังกล่าวจะใช้งบประมาณปี 2563 วงเงิน 37,000ล้านบาท จัดสรรแก่งานด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยการขับเคลื่อนประกอบด้วย 5 ด้านคือ 1. พัฒนากำลังคนและสถาบันความรู้ 2.การวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ท้าทายของสังคม 3.การวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน 

4. การวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่และลดความเหลื่อมล้ำ และ 5.การปฏิรูประบบการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มากไปกว่านั้นการดำเนินการในแต่ละด้านจะมีหลายแผนงานและตัวชี้วัดความสำเร็จอย่างชัดเจน เพื่อประเมินการทำงานและปรับปรุงยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมและสถานการณ์ของประเทศ

รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายความสำเร็จไว้ อาทิ ด้านการพัฒนาคนและสถาบันความรู้ เพิ่มนักวิจัยและพัฒนาเป็น 25 คนต่อประชากร 10,000 คนภายในปี2564 มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตด้วยเทคโนโลยีA Iจำนวน 5,000 ราย ส่วนด้านการวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ท้าทายของสังคม อัตราการนำขยะจากทุกกระบวนการกลับมาใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 ต่อปี ลดจำนวนวันที่มีปริมาณพีเอ็ม 2.5 เกินค่ามาตรฐานในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงด้วยความรู้การวิจัยและนวัตกรรม เกิดนวัตกรรมเมืองที่ใช้หลักการยูนิเวอร์แซลดีไซน์ที่มีการออกแบบให้เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ คนพิการ และประชากรทุกช่วงวัย

น.ส.รัชดา กล่าวว่า ด้านการวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจัดโดย IMD อยู่ใน 30 อันดับแรกของโลก จำนวน local startups ที่เกิดใหม่และอยู่รอด1,000รายใน 3ปี ผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรม S-Curves มียอดขายเพิ่มขึ้นจากสินค้าและบริการนวัตกรรมที่ต่อยอดจากงานวิจัยร้อยละ10ต่อปี

ด้านการวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่และลดความเหลื่อมล้ำ เกิดนวัตกรรมชุมชน วิสาหกิจชุมชน และ Smart SMEs เพื่อยกระดับรายได้ให้กับชุมชนปีละ1,000 นวัตกรรม ปฏิรูปการเรียนรู้ให้มีจิตอาสา 8,000 คนต่อปี ช่องว่างความเหลื่อมล้ำระดับพื้นที่ลดลงจาก 5.5 เท่าเหลือ 3 เท่า

ด้านการปฏิรูประบบการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยไทยติด 100 อันดับแรกของโลกจำนวน 2 สถาบัน เกิดการจดสิทธิบัตร การถ่ายทอดเทคโนโลยี จากศูนย์วิจัยบ่มเพาะที่ตั้งขึ้นใหม่

"นโยบายและแผนงานดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการนำพาประเทศให้หลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง และเป็นการเตรียมความพร้อมสังคมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย ปัญหาสภาพภูมิอากาศที่มีความรุนแรงมากขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกผันจากการพัฒนาเทคโนโลยี" รองโฆษกประจำสำนักนายกฯระบุ 

 

ที่มา:https://www.thaipost.net/main/detail/44686

ข่าวที่เกี่ยวข้อง