ประเด็นหลัก

ผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยด้านคมนาคมและการขนส่งปี 2015 และ 2016
1 มกราคม 2558

จากการรายงานผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศปี 2016 โดยสถาบัน IMD World Competitiveness Yearbook นั้น ในภาพรวม ปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ประเทศไทยได้อันดับที่ 49 จาก 61 ซึ่งลดลงมา 3 อันดับจากปีที่ผ่านมา โดยภายใต้ปัจจัยนี้ มีปัจจัยรอง 2 ปัจจัยที่มีอันดับดีขึ้นคือโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี (Technological Infrastructure) ที่ขึ้นมา 2 อันดับ และสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม (Health and Environment) ที่ขึ้นมา 2 อันดับจาก 54 เป็น 52 นอกเหนือจาก 2 ปัจจัยนี้แล้ว สาธารณูปโภคพื้นฐาน (Basic Infrastructure) และการศึกษา (Education) มีอันดับที่ตกลงมาทั้งคู่ โดยสาธารณูปโภคพื้นฐานตกลงมา 5 อันดับจากอันดับที่ 30 มาอันดับที่ 35 และการศึกษาตกลงมา 4 อันดับจากอันดับที่ 48 มาอันดับที่ 52 ในปัจจุบัน สำหรับด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ที่ประเทศไทยได้อันดับที่ 47 นั้นเป็นอันดับที่คงที่

1. สภาวะทางเศรษฐกิจ (Economic Performance)

นอกเหนือจากนี้ หากพิจารณาเชิงลึกเฉพาะด้านคมนาคมและการขนส่งแล้ว ซึ่งดูจากตัวชี้วัด 8 ตัวได้แก่

1. สภาวะทางเศรษฐกิจ (Economic Performance)

จะเห็นว่ามีอันดับตัวชี้วัดดีขึ้น 2 ตัวชี้วัด ลดลง 3 ตัวชี้วัด และคงที่อีก 3 ตัวชี้วัด โดยตัวชี้วัดที่มีอันดับที่ดีขึ้นมากที่สุดคือ ถนน (Roads) โดยมีอันดับที่ดีขึ้น 21 อันดับจากอันดับที่ 47 ในปี 2558 เป็นอันดับที่ 26 ในปีปัจจุบัน เนื่องจากในปีที่ผ่านมาทางสำนักนโยบายขนส่งและจราจร (สนข.) ได้มีการปรับปรุงข้อมูลความยาวของถนนต่อตารางกิโลเมตรของประเทศให้เป็นปัจจุบันและครบถ้วนมากขึ้น จากเดิมที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลมาเกือบ 10 ปี ในขณะที่ตัวชี้วัดที่มีอันดับที่ต่ำลงมากที่สุด 2 ตัวชี้วัดได้แก่ การคมนาคมทางน้ำ (Water transportation) ที่ตกลงมา 6 อันดับเป็นอันดับที่ 47 และการซ่อมบำรุงและการพัฒนา (Maintenance and development) ที่ตกลงมา 5 อันดับจากอันดับที่ 38 เป็น 43

1. สภาวะทางเศรษฐกิจ (Economic Performance)

หากพิจารณาเปรียบเทียบด้านคมนาคมและการขนส่งของประเทศไทยกับประเทศอื่นในอาเซียนแล้ว มี 2 ตัวชี้วัดได้แก่ด้านถนนและรางรถไฟ ที่ประเทศไทยได้อันดับที่ 2 จาก 5 ประเทศ โดยเป็นรองประเทศสิงคโปร์ โดยตัวชี้วัดอีก 6 ตัวชี้วัดนั้น ประเทศไทยได้อันดับที่ 3 เป็นรองสิงคโปร์และมาเลเซีย สำหรับการเปรียบเทียบตัวชี้วัดของปัจจัยรองด้านสาธารณูปโภค

1. สภาวะทางเศรษฐกิจ (Economic Performance)

ประเด็นหลักที่เกี่ยวข้อง

  • การขับเคลื่อนธุรกิจในภูมิทัศน์โลกใหม่ (Lead your Businesses through the New World Landscape)

    21 กรกฎาคม 3106

    จากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก ที่ในระยะแรกเป็นเพียงประเด็นด้านสาธารณสุขเท่านั้น แต่ขณะนี้ได้ขยายวงกว้างและลุกลาม จนส่งผลกระทบมหาศาลต่อเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของทุกประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น ยังส่งผลให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อรับมือวิกฤตครั้งนี้ในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับโลก (Global Perspective) ระดับองค์กร (Business Perspective) และการดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคม (Individual Perspective) ตามวิถีใหม่ (New Normal)

  • ฝ่าวิกฤตธุรกิจในสถานการณ์อันไม่แน่นอน (Leading in Turbulent Times)

    18 มกราคม 2564

    การระบาดของไวรัสโควิด 19 ซึ่งมีจุดเริ่มต้นในเมืองอู่ฮั่น ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2562 และได้แพร่กระจายสู่ประชากรทั่วโลกจวบจนปัจจุบัน ทำให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อรวม    สูงถึงเกือบ 91 ล้านคน ในมากกว่า 200 ประเทศทั่วโลก สถานการณ์การระบาดครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในภัยคุกคามอันใหญ่หลวงของมนุษยชาติ ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินการลงทุนทั่วโลก และยังคงมีผลสืบเนื่องต่อมาในปี 2564 จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์การแพร่ระบาด รวมถึงการพัฒนาวัคซีนป้องกัน ในแง่ของความเพียงพอและการเข้าถึงวัคซีน

  • การใช้ข้อมูลเพื่อกำหนดกลยุทธ์การให้ที่ดีสำหรับนักธุรกิจผู้ใจบุญ (How philanthropists can harness data to make the world a better place)

    11 พฤศจิกายน 2563

    ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน  มีนักธุรกิจใจบุญมากมายที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ย้อนไปตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 อาทิ  จอห์น ดี. ร็อกเกอะเฟลเลอร์ นักธุรกิจชาวอเมริกันเจ้าของกิจการน้ำมันผู้ร่ำรวย และ เฮนรี ฟอร์ด ผู้ก่อตั้งบริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ มาจนถึงผู้นำธุรกิจในยุคปัจจุบันอย่างบิลและเมลินดา เกตส์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสำหรับช่วยเหลือคนในประเทศกำลังพัฒนา  และ วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีระดับโลก ราชานักลงทุนและเจ้าของบริษัท Berkshire Hathaway

  • อนาคตของพลวัตวิถีเศรษฐกิจด้านสุขภาพ (Centering Health: pathways in the global health economy 2026)

    2 พฤศจิกายน 2563

    กล่าวได้ว่าสุขภาพนั้นถือเป็นปัจจัยสำคัญในการประกอบร่างสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา การดูแลสุขภาพได้รับการพัฒนาผ่านการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม เทคโนโลยี และการปรับโครงสร้างบริการด้านสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันได้มุ่งเน้นไปที่การมีส่วนร่วมของผู้บริโภค แม้ว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อการมีสุขภาพที่ยั่งยืนจะเพิ่มขึ้น แต่เราสามารถคาดการณ์ถึงเศรษฐกิจสุขภาพระดับโลกที่แข็งแกร่งสิบปีนับจากนี้ได้ โดยเป้าหมายการเป็นเศรษฐกิจด้านสุขภาพระดับโลกในปี พ.ศ. 2569 ไม่เพียงเป็นการผลิตสินค้าและบริการด้านสุขภาพสำหรับคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น แต่ในระบบเศรษฐกิจนี้ ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและสังคมจะถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของสุขภาพ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงค่าใช้จ่ายเพื่อพัฒนาสุขภาพสำหรับคนจำนวนมากเท่านั้น แต่แท้จริงแล้ว ยังถือเป็นการลงทุนอีกด้วย