ประเด็นหลัก

การประชุมเชิงปฎิบัติการ MICE-Driven Economic Transformation ครั้งที่ 1
22 ตุลาคม 2558

วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ณ ห้องสโรชา ชั้น 2 โรงแรมสยาม เคมพินสกี้ กรุงเทพฯ
การนำเสนอเรื่อง Economic Impact of MICE in Thailand โดยบริษัท Frost & Sullivan

อุตสาหกรรมไมซ์มีส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างมากในทุกระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อนก็จะพบว่านักท่องเที่ยวเชิงธุรกิจนั้นมีการใช้จ่ายมากกว่านักท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อนถึง 3.5 เท่าต่อวัน และ 1.9 เท่าต่อการท่องเที่ยว 1 ครั้ง ซึ่งทำให้อุตสาหกรรมไมซ์มีสัดส่วนใน GDP ของประเทศถึง 0.77% หรือกว่า 113.5 พันล้านบาท และยังช่วยสร้างงานในประเทศกว่า 164,427 งาน นอกจากนี้ อุตสาหกรรมไมซ์ยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้มากขึ้นอีก โดยหากพิจารณาศักยภาพของอุตสาหกรรมไมซ์ก็จะพบว่าสัดส่วนของอุตสาหกรรมไมซ์ใน GDP ของประเทศสามารถเพิ่มมากขึ้นจาก 0.77% เป็น 1.2% ภายใน 3 – 4 ปีข้างหน้านี้ ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมไมซ์รวมทั้งรัฐบาลจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำงานร่วมมือกันพัฒนาอุตสาหกรรมไมซ์ให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว

การระดมความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมการประชุมในช่วงที่ 1 ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไมซ์ในประเทศไทยโดยผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

ที่ผ่านมาในอดีต ได้มีการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นในการพัฒนาอุตสาหกรรมไมซ์ของประเทศไทย ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 6 ประเด็นหลัก ได้แก่

1. การพัฒนาคุณภาพของคนและคุณภาพการบริการ
2. การพัฒนาเมืองที่มีศักยภาพเป็นเมืองไมซ์
3. การปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ ให้เอื้อต่อการดำเนินงานและธุรกิจในอุตสาหกรรมไมซ์
4. การตลาดและการประชาสัมพันธ์ของอุตสาหกรรมไมซ์
5. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
6. การทำให้อุตสาหกรรมไมซ์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลัก

ซึ่งที่ประชุมได้ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมดังนี้

1. การสนับสนุนของภาครัฐ
ฝ่ายนโยบายของภาครัฐจำเป็นที่จะต้องเห็นถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมไมซ์ โดยสามารถวิเคราะห์ได้บทบาทของอุตสาหกรรมไมซ์ต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งมีศักยภาพในการเติบโตที่สูงมาก มีความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้อุตสาหกรรมไมซ์เป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศ และมีความเข้าใจเกี่ยวกับศักยภาพและความสามารถของประเทศไทยในอุตสาหกรรมนี้ และมองดูว่า ณ ปัจจุบัน ประเทศไทยอยู่ตำแหน่งไหนของภูมิภาค และต้องมีการกำหนดเป้าหมายอย่างชัดเจนว่าต้องการอะไร อยากเป็นอะไร และอยากไปทางไหนในอุตสาหกรรมนี้ และหาวิธีในการที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ซึ่งจะทำให้นโยบายที่ออกมาเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ โดยเฉพาะในเรื่องกฎระเบียบต่างๆ (เช่นเรื่อง logistics เรื่อง visa custom และกฎที่เกี่ยวกับการนำของหรือสินค้าเข้ามาในประเทศ เพราะ ณ ปัจจุบัน สินค้าที่นำเข้ามาแสดง จะถูกปฎิบัติเสมือนสินค้าที่นำมาบริโภคทั่วไป) การประชาสัมพันธ์และการตลาด (ที่ควรมีการเปลี่ยนวิธี) และการเพิ่มงบประมาณให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมนี้ การเพิ่มเขตเศรษฐกิจพิเศษนอกเหนือจากเมืองไมซ์ นอกจากนี้ รัฐบาลควรมีการจัดตั้งสำนักงานไมซ์ในต่างประเทศ ซึ่งจะอำนวยความสะดวกในเรื่องระยะเวลาและการติดต่อเหมือนกระทรวงการท่องเที่ยวที่มีสำนักงานกว่า 20 แห่งทั่วโลก และควรสร้างการบูรณาการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เช่น การทำให้การบินไทยเป็นเข้ามามีส่วนร่วมหรือตัวขับเคลื่อนที่สำคัญกับอุตสาหกรรมไมซ์

2. ข้อมูลและการศึกษาของทรัพยากรมนุษย์
ประเด็นด้านทรัพยากรมนุษย์เป็นหัวใจหลักของอุตสาหกรรมนี้ โดยเฉพาะในเรื่อง 1. คุณภาพเช่น ภาษาและความสามารถในการสื่อสาร ที่ไม่ใช่เฉพาะแค่ภาษาอังกฤษแต่ยังรวมไปถึงภาษาจีนหรือภาษาที่สามอื่นๆ 2. ทักษะการทำงาน (ไอคิว) 3. ทัศนะคติที่จะพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง และ 4. ความมั่นคงทางอารมณ์ (อีคิว) เนื่องจากอุตสาหกรรมไมซ์เป็นธุรกิจบริการ ซึ่งการพัฒนาประเด็นย่อยเหล่านี้จะต้องเริ่มมาจากการพัฒนาการศึกษาเป็นสำคัญ และในการพัฒนาการศึกษานั้น ข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นรากฐานของการศึกษา นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีปัญหาในเรื่องความไม่เพียงพอของจำนวนบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรมไมซ์ ทำให้ฝ่ายบุคคลมีตัวเลือกไม่มากนัก ซึ่งส่งผลในเรื่องคุณภาพของผู้ให้บริการที่ไม่สูงพอหรือตรงตามที่อุตสาหกรรมต้องการ ดังนั้นกระทรวงแรงงาน สำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ สถาบันการศึกษาต่างๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นที่จะต้องมาช่วยสนับสนุนในเรื่องนี้

3. การสร้างความแตกต่างระหว่างนักท่องเที่ยวเชิงธุรกิจกับนักท่องเที่ยวทั่วไป
ควรมีการสร้างและนิยามความแตกต่างระหว่างนักท่องเที่ยวเชิงธุรกิจกับนักท่องเที่ยวทั่วไป เพื่อที่จะได้เข้าใจว่านักท่องเที่ยวเชิงธุรกิจมีความต้องการด้านใดบ้าง เพื่อที่จะได้มีการสนับสนุนและดูแลเป็นพิเศษและแตกต่างออกไป เนื่องจากนักท่องเที่ยวเชิงธุรกิจต่อคนนำเงินเข้ามามากกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 2 – 3 เท่า

 

การระดมความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมการประชุมในช่วงที่ 2 ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับอนาคตของอุตสาหกรรมไมซ์และการเป็นตัวขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของประเทศ

การทำให้อุตสาหกรรมไมซ์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทยมีเป้าหมายดังนี้
1. ร่วมผลักดันให้เมืองไมซ์ไปอยู่ตามหัวเมืองตามภาคต่างๆ ซึ่งจะทำให้ได้เปรียบประเทศที่ไม่มีหัวเมืองเช่นสิงคโปร์และฮ่องกง พร้อมทั้งจะช่วยทำให้เกิดความสะดวกต่อการดำเนินงานอุตสาหกรรมไมซ์ 2. ตั้งเป้าให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของการจัดนิทรรศการในระดับภูมิภาคอาเซียนภายใน 3 – 5 ปี 3. ตั้งเป้าให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของการจัดนิทรรศการในระดับภูมิภาคอาเซียนพลัสทรีภายใน 5 – 10 ปี 4. ตั้งเป้าให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของการจัดนิทรรศการในระดับเอเชียภายใน 10 ปี

ซึ่งควรเริ่มจากการดำเนินการหาจุดแข็งของประเทศที่จะช่วยทำให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ โดยอาจดูว่าประเทศไทยมีจุดแข็งในด้านใดระหว่าง Meeting, Incentive, Convention, และ Exhibition และเปรียบเทียบกับคู่แข่งในระดับภูมิภาคหรืออื่นๆ และจึงให้ความสำคัญในเรื่องอุตสาหกรรมย่อยต่อไปในท้ายที่สุด ซึ่งจะทำให้ประเทศกลายเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมไมซ์ตามเป้าที่ได้วางไว้ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนต้องมีความเข้าใจตรงกันเกี่ยวกับเป้าหมายและสิ่งที่ประเทศกำลังดำเนินการ และในขณะเดียวกันนั้น การดำเนินการดังกล่าวจำเป็นที่จะต้องมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศ ดังนั้น การพัฒนาอุตสาหกรรมไมซ์จึงจำเป็นที่จะต้องถูกเสนอเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมกันนั้น ทุกฝ่ายต้องมีความเข้าใจถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมไมซ์ว่าเป็นเป็นตัวขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจไม่ใช่เป็นอุตสาหกรรมย่อยภายใต้การท่องเที่ยวเหมือนในอดีตอีกต่อไป ทั้งหมดนี้ยังจะเป็นการสนับสนุนการดำเนินงานตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ในเรื่อง “เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของบริการศักยภาพในเชิงธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างมีนัยยะสำคัญ” ที่สศช. กำลังอยู่ระหว่างยกร่าง

ประเด็นหลักที่เกี่ยวข้อง

  • การขับเคลื่อนธุรกิจในภูมิทัศน์โลกใหม่ (Lead your Businesses through the New World Landscape)

    21 กรกฎาคม 3106

    จากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก ที่ในระยะแรกเป็นเพียงประเด็นด้านสาธารณสุขเท่านั้น แต่ขณะนี้ได้ขยายวงกว้างและลุกลาม จนส่งผลกระทบมหาศาลต่อเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของทุกประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น ยังส่งผลให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อรับมือวิกฤตครั้งนี้ในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับโลก (Global Perspective) ระดับองค์กร (Business Perspective) และการดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคม (Individual Perspective) ตามวิถีใหม่ (New Normal)

  • การใช้ข้อมูลเพื่อกำหนดกลยุทธ์การให้ที่ดีสำหรับนักธุรกิจผู้ใจบุญ (How philanthropists can harness data to make the world a better place)

    11 พฤศจิกายน 2563

    ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน  มีนักธุรกิจใจบุญมากมายที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ย้อนไปตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 อาทิ  จอห์น ดี. ร็อกเกอะเฟลเลอร์ นักธุรกิจชาวอเมริกันเจ้าของกิจการน้ำมันผู้ร่ำรวย และ เฮนรี ฟอร์ด ผู้ก่อตั้งบริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ มาจนถึงผู้นำธุรกิจในยุคปัจจุบันอย่างบิลและเมลินดา เกตส์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสำหรับช่วยเหลือคนในประเทศกำลังพัฒนา  และ วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีระดับโลก ราชานักลงทุนและเจ้าของบริษัท Berkshire Hathaway

  • อนาคตของพลวัตวิถีเศรษฐกิจด้านสุขภาพ (Centering Health: pathways in the global health economy 2026)

    2 พฤศจิกายน 2563

    กล่าวได้ว่าสุขภาพนั้นถือเป็นปัจจัยสำคัญในการประกอบร่างสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา การดูแลสุขภาพได้รับการพัฒนาผ่านการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม เทคโนโลยี และการปรับโครงสร้างบริการด้านสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันได้มุ่งเน้นไปที่การมีส่วนร่วมของผู้บริโภค แม้ว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อการมีสุขภาพที่ยั่งยืนจะเพิ่มขึ้น แต่เราสามารถคาดการณ์ถึงเศรษฐกิจสุขภาพระดับโลกที่แข็งแกร่งสิบปีนับจากนี้ได้ โดยเป้าหมายการเป็นเศรษฐกิจด้านสุขภาพระดับโลกในปี พ.ศ. 2569 ไม่เพียงเป็นการผลิตสินค้าและบริการด้านสุขภาพสำหรับคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น แต่ในระบบเศรษฐกิจนี้ ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและสังคมจะถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของสุขภาพ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงค่าใช้จ่ายเพื่อพัฒนาสุขภาพสำหรับคนจำนวนมากเท่านั้น แต่แท้จริงแล้ว ยังถือเป็นการลงทุนอีกด้วย

  • ผนึกกำลังผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ แนะแนวทางสร้างเมืองที่ยั่งยืน

    2 พฤศจิกายน 2563

    COVID-19 คือปัญหาระยะสั้น แต่ ภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาระยะยาว

     “Sustainability Forum 2000 : Creating a Resilient City” ที่จัดโดย TMA ความรู้และความเห็นในแง่มุมต่างๆ โดยผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารจากองค์กรชั้นนำทั้งในประเทศและระดับโลก