ประเด็นหลัก

สร้างระบบป้องกันด้านสาธารณสุข ทางออกต่อการลดความเหลื่อมล้ำการรักษาพยาบาล
4 กันยายน 2561

   การที่ทรัพยากรบุคคลในประเทศมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง จิตใจแจ่มใส ถือเป็นอีก 1 ตัวชี้วัดสำคัญต่อการวัดขีดความสามารถทางการแข่งขัน  เพราะการที่คนในประเทศมีคุณภาพชีวิตดี  ย่อมหมายถึงการได้รับการดูแลเอาใจใส่ที่ดี หรือ ได้รับบริการสาธารณสุขที่ถูกออกแบบไว้เป็นอย่างดี

   ดังนั้นทางสถาบันจัดอันดับ IMD หรือ International Institute for Management Development จึงให้ความสำคัญกับการจัดเก็บข้อมูลทางด้านสาธารณสุขของแต่ละประเทศ  เพราะถือเป็นปัจจัยทางด้านโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ และส่งผลต่ออันดับในการแข่งขันโดยรวมด้วย

   ซึ่งจากผลการประเมินในปี 2561 นี้ อันดับทางด้านสาธารณสุขของไทย ก็ลดลงมาหนึ่งอันดับจาก อันดับที่ 57 มาอยู่ที่ 58 ซึ่งถือว่าต้องปรับปรุงอย่างเร่งด่วน โดยจุดอ่อนที่เห็นได้ชัด  มีอยู่ 2 ด้าน คือ 1. จำนวนบุคลากรทางการแพทย์ หรือ "Medical assistant" ที่ค่อนข้างขาดแคลนเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร  และถูกจัดอยู่อันดับที่ 60  ส่วนจุดอ่อนที่ 2 คือ "ค่ารักษาพยาบาล" ต่อรายได้ประชากร ซึ่งไทยเรามีค่าใช้จ่ายทางด้านนี้ค่อนข้างสูงและก็ถูกจัดอันดับ อยู่ที่ 59  

   ทั้งนี้จากผลการจัดอันดับที่ออกมา สะท้อนให้เห็นว่า แม้ไทยเราจะมีชื่อเสียงด้านสุขภาพ ในสายตาของชาวต่างชาติ (Medical Hub)  แต่มันก็ยังกระจุกตัวแค่ที่กลุ่มสถานพยาบาลระดับบนเท่านั้น  ในขณะที่ระบบการให้บริการสาธารณสุขของไทยจริงๆ ยังมีจุดอ่อนที่ต้องปรับปรุงอีกมาก ที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกัน เพื่อยกระดับบริการสาธารณสุขของไทยให้ดีขึ้น และทำให้คนไทยทุกคนมีสิทธิได้รับการรักษาที่เท่าเทียมกัน

   เมื่อมาวิเคราะห์ถึงปัญหาทางด้านที่เกี่ยวกับบุคลากรทางการแพทย์นั้น  อาจจะไม่ใช่ปัญหาที่น่าห่วงมากนัก เพราะจากสถิติที่สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(สช.) เผยแพร่ออกมาเมื่อปี 2560  ระบุว่า ประเทศไทยมีจำนวนอัตรารวมของแพทย์และพยาบาลต่อประชากรไทยเกินสัดส่วน  2.28 คนต่อประชากร 1,000 คน ซึ่งผ่านเกณฑ์มาตรฐานสากลขององค์การอนามัยโลก (WHO) หมายความว่าจริงๆ แล้วประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ แต่เป็นปัญหาเรื่องของระบบการจัดการและการกระจายกำลังคน ที่จะต้องกระจายลงสู่ชุมชนให้มากขึ้น

   สช. ระบุว่า การผลิตบุคลากรทางการแพทย์ในปัจจุบัน ถือว่าเพียงพอ มีเพียงสาขา “เภสัชกร” ที่น่าเป็นห่วง เพราะผู้ที่เรียนมา สุดท้าย มักจะออกไปจากระบบ เพราะค่าจ้างผลตอบแทนไม่จูงใจพอ

   ดังนั้นประเด็นที่ต้องจัดการก็คือ  ทำอย่างไรให้มีการกระจายบุคลากรทางการแพทย์ให้ทั่วถึงมากที่สุด รวมถึงรักษากลุ่มคนเหล่านี้ให้ทำงานกับภาคราชการไปนานๆ ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุข ก็เข้าใจในปัญหานี้ดี  จึงได้จัดทำแผน ยุทธศาสตร์กระทรวงสาธารณสุข 5 ปี (2560-2564) ก็มีการปรับปรุงผลตอบแทน และสวัสดิการต่างๆ รวมถึงวางตำแหน่งการเติบโตทางอาชีพราชการให้ดีขึ้น เพื่อจูงใจให้แพทย์ได้ทำงานอยู่ในระบบราชการต่อไป  โดยจะพยายามกระจายสัดส่วนบุคลากรสุขภาพทั้งในเขตเมืองและชนบทให้มีความสมดุลกัน 

   ขณะเดียวกันก็ได้กำหนดตัวชี้วัดเป็นเป้าหมาย  เพื่อที่จะกระจายบุคลากรทางการแพทย์ ให้เพียงพอต่อจำนวนประชากร ประกอบไปด้วย สัดส่วนแพทย์ต่อประชากรระหว่างพื้นที่ (ภาค) แตกต่างกันไม่เกินร้อยละ15  (แพทย์ 1: 1,800  ทันตแพทย์ 1: 3,600 เภสัชกร 1: 2,300 พยาบาลวิชาชีพ 1: 300) ขณะเดียวกันก็จะมีการจัดทำ ดัชนีความสุขของคนทำงาน (Happinometer) โดยกำหนดเกณฑ์ที่จะดูแลให้แพทย์และบุคลากรที่ทำงานจะต้องมีความสุขไม่น้อยกว่า 50% เพื่อจะดึงคนเก่งให้อยู่ระบบราชการต่อไป 

   นอกจากนี้ก็จะมีการสร้างเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพให้เพิ่มขึ้น รวมถึงส่งเสริมและพัฒนาผู้เชี่ยวชาญในระบบสุขภาพให้มีทักษะความรู้ที่มากขึ้น และสุดท้ายมีระบบฐานข้อมูลผู้เชี่ยวชาญ เพื่อที่จะช่วยในการวางแผนการพัฒนาทรัพยากรทางการแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

   ด้วยทักษะฝีมือทางการแพทย์ของไทย เราเป็นไม่รองใครอยู่แล้ว หากสามารถกระจายแพทย์ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ก็เชื่อว่าจะช่วยยกมาตรฐานการดูแลสุขภาพของคนไทยได้อย่างทั่วถึงด้วย

   ขณะเดียวกันในเรื่อง ของ "ค่ารักษาพยาบาล" นับเป็นเรื่องที่น่าห่วงมากกว่า เพราะข้อมูลจากสมาคมประกันภัย ออกมาระบุว่า ในปัจจุบันอัตราค่ารักษาพยาบาลของไทย มีการปรับตัวขึ้นเฉลี่ยปีละ 8%  ขณะที่รายได้ของประชากร มีการปรับขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 2-3%  ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่า ช่องว่างของการเพิ่มขึ้นของค่ารักษาพยาบาลกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่สอดคล้องกัน และเชื่อว่าจะส่งผลต่ออนาคตที่ทำให้ คนไทย ไม่สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลที่ดี เพราะสู้กับค่าใช้จ่ายที่แพงขึ้นไม่ไหว

   เรื่องนี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่ ผู้ที่จะเข้ามาแก้ไขได้ ก็คือ ภาครัฐโดยกระทรวงสาธารณสุข ที่จะต้องเข้ามาทำงานในเชิงรุกจะต้องเข้ามาเติมเต็มและอุดช่องว่างส่วนนี้  ไม่ว่าจะเป็นการสร้างระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าสำหรับคนยากไร้ วางระบบประกันสังคมให้ครอบคลุมทั้งกลุ่มคนทำงานในภาคเอกชน และกลุ่มคนทำงานอิสระ  การขยายศูนย์การแพทย์ของภาครัฐให้เพิ่มขึ้น และทั่วถึง รวมไปถึงการจัดสรรงบประมาณลงไปในการขยายขนาดโรงพยาบาลและจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์

   ทั้งนี้ตามแผน 5 ปีของกระทรวงสาธารณสุข ก็มีแผนงานในการลดความเหลื่อมล้ำในการรักษาพยาบาล ซึ่งประกอบไปด้วย 1.  การพัฒนาระบบการแพทย์ปฐมภูมิซึ่งตามแผนของกระทรวงสาธารณสุข กำหนดให้มีการจัดตั้งหมอครอบครัวดูแลประชาชนทุกครัวเรือน จัดตั้งคลินิกหมอครอบครัว 3,250 ทีม ดูแลประชาชน 32.5 ล้านครอบครัว ผลิตแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว 3,250 คน 2. พัฒนาระบบบริการตามแผนพัฒนาบริการสุขภาพ (Service Plan) ที่ครอบคลุมทุกระบบในการให้บริการทุกพื้นที่ 3. พัฒนาระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินครบวงจรและพัฒนาระบบเครือข่ายการส่งต่อทุกระดับให้มีประสิทธิภาพ 4. ส่งเสริมการใช้การแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือก ภูมิปัญญาและสมุนไพรไทย 5. ส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพและเทคโนโลยีทางการแพทย์ และ 6. สนับสนุนการพัฒนาบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

   หากทุกอย่างทำได้ตามแผนที่วางไว้ ก็เชื่อว่า การเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่ดีขึ้น แต่ถึงอย่างไรก็ตามสิ่งที่ดีที่สุด สำหรับแผนงานด้านสาธารณสุขไม่ใช่เรื่องการรักษา แต่เป็นเรื่องของการวางระบบป้องกัน ที่จะทำอย่างไรให้ประชาชนคนไทยห่างไกลจากโรค สามารถดูแลสุขภาพของตัวเองได้ดี และรู้จักที่สร้างเสริมลักษณะนิสัยของการเป็นผู้ที่ดูแลสุขภาพ  เพราะต้องไม่ลืมว่าในปัจจุบัน รัฐบาลได้ใช้งบประมาณ 4 แสนล้านบาท หรือกว่า 13% ของจีดีพี ซึ่งหมดไปกับค่าใช้จ่ายทางด้านสุขภาพของประชาชนในประเทศ

   สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการใช้ค่าใช้จ่ายทางด้านสุขภาพซึ่งในอีก 15 ปีข้างหน้า มีความเป็นไปได้ที่ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้อาจจะพุ่งสูงถึง 6.3 แสนล้านบาท และหากไทยเข้าสู่ประเทศสังคมผู้สูงอายุ งบทางด้านสุขภาพอาจจะทะลุไปถึง 1.8 ล้านล้านบาท ซึ่งนับเป็นเรื่องที่มีความท้าทายมากที่ควรจะตระหนักถึงการสร้างระบบป้องกันโรคมากกว่าสร้างระบบการรักษา ถ้าสามารถกระจายหน่วยงานสุขภาพได้ทั่วถึงลงถึงทุกชุมชน ประเทศก็จะประหยัดงบการรักษาและนำเงินที่เหลือไปพัฒนาเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านอื่นๆต่อไปได้

 

ที่มาภาพ : www.freepik.com

ประเด็นหลักที่เกี่ยวข้อง

  • การขับเคลื่อนธุรกิจในภูมิทัศน์โลกใหม่ (Lead your Businesses through the New World Landscape)

    21 กรกฎาคม 3106

    จากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก ที่ในระยะแรกเป็นเพียงประเด็นด้านสาธารณสุขเท่านั้น แต่ขณะนี้ได้ขยายวงกว้างและลุกลาม จนส่งผลกระทบมหาศาลต่อเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของทุกประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น ยังส่งผลให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อรับมือวิกฤตครั้งนี้ในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับโลก (Global Perspective) ระดับองค์กร (Business Perspective) และการดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคม (Individual Perspective) ตามวิถีใหม่ (New Normal)

  • การตลาดกับบทบาทด้านความยั่งยืน (How marketing could become the mother of sustainability)

    15 กุมภาพันธ์ 2564

    เป็นที่ทราบกันดีว่า ในอนาคต จำนวนประชากรทั่วโลกจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยมีการคาดการณ์ว่าในปี ค.ศ. 2500 อาจจะมีจำนวนประชากรบนโลกนี้ถึงกว่า 1.6 หมื่นล้านคน และยังมีแนวโน้มว่าอายุขัยโดยเฉลี่ยของประชากรจะเพิ่มสูงขึ้นอีกถึง 20 ปี สวนทางกับปริมาณทรัพยากรที่ลดลง ถือได้ว่าเป็นความท้าทายต่อมนุษยชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการระบาดของไวรัสโควิด 19 ที่เป็นดั่งนาฬิกาปลุกให้ทั้งตัวผู้บริโภค บริษัท รวมไปถึงองค์กรระหว่างประเทศต่าง ๆ ตื่นตัวในแง่ของการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดบนโลกนี้ให้มีประสิทธิภาพและคุ้มค่ามากที่สุด

  • แนวทางในการยกระดับด้านดิจิทัลของไทย

    12 กุมภาพันธ์ 2564

    ภาพรวมระดับโลกด้านความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล

    สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 ได้ตอกย้ำให้เห็นว่า การปรับกระบวนการทำงานเข้าสู่ระบบดิจิทัล (Digitalization) ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นความจำเป็นที่จะทำให้ประเทศมีความสามารถในการปรับตัวและเติบโตต่อไปได้ภายใต้ภูมิทัศน์ใหม่ของโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

  • ฝ่าวิกฤตธุรกิจในสถานการณ์อันไม่แน่นอน (Leading in Turbulent Times)

    18 มกราคม 2564

    การระบาดของไวรัสโควิด 19 ซึ่งมีจุดเริ่มต้นในเมืองอู่ฮั่น ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2562 และได้แพร่กระจายสู่ประชากรทั่วโลกจวบจนปัจจุบัน ทำให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อรวม    สูงถึงเกือบ 91 ล้านคน ในมากกว่า 200 ประเทศทั่วโลก สถานการณ์การระบาดครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในภัยคุกคามอันใหญ่หลวงของมนุษยชาติ ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินการลงทุนทั่วโลก และยังคงมีผลสืบเนื่องต่อมาในปี 2564 จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์การแพร่ระบาด รวมถึงการพัฒนาวัคซีนป้องกัน ในแง่ของความเพียงพอและการเข้าถึงวัคซีน