ประเด็นหลัก

แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
4 กันยายน 2561

   หลักการพัฒนาเศรษฐกิจของโลกในยุคปัจจุบัน  "การรักษาความสมดุล" กำลังเป็นคีย์หลัก ที่ถูกกล่าวถึงกันเป็นวงกว้าง หลายประเทศพยายามมองหา จุดสมดุลของตัวเอง เพราะเห็นตรงกันว่า "ความสมดุลก่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน"

   ทุกวันนี้ เรื่องสภาพแวดล้อม เรื่องการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ กลายเป็นเรื่องเดียวกันกับการพัฒนาเศรษฐกิจ เพราะทุกอย่างมันมีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก อย่างกรณี ภัยธรรมชาติ ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งก็มาจากการแสวงหาผลประโยชน์ของมนุษย์ที่ไม่หยุดนิ่ง พอเกิดปัญหาขึ้น ผู้ที่เดือดร้อนก็ คือ มนุษย์นั้นเอง  ยกตัวอย่าง เมื่อมีภัยธรรมชาติอย่าง น้ำท่วม แผ่นดินไหว สึนามิ โคลนถล่ม พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ธุรกิจในบริเวณดังกล่าว ก็ได้รับความเดือดร้อนไปด้วย

   ซึ่งความเชื่อมโยงเหล่านี้ ทำให้การประเมินเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขัน ของสถาบัน IMD จึงให้น้ำหนักกับการจัดการสภาพแวดล้อม ความเป็นอยู่ สุขภาวะ เป็นเกณฑ์สำคัญในการวัดผล  โดยที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า ประเทศไทยเอง มุ่งไปให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ และวัดผลที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือ จีดีพีเป็นหลัก จนลืมมองไปว่า การเร่งความร้อนแรงของเศรษฐกิจมากเกินไปก็เป็นตัวหนุนในการใช้ทรัพยากรที่มากขึ้น และเมื่อใช้มากไป ทรัพยากรก็จะค่อยๆหายไปและสุดท้ายก็จะส่งผลกระทบย้อนกลับมาที่ประเทศอยู่ดี 

   ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด การบูมด้านการท่องเที่ยว  โดยเปิดรับนักท่องเที่ยวอย่างไม่จำกัด ก็ส่งผลทำให้ทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกรบกวนมากขึ้นตามไปด้วย รวมถึงปัญหาขยะในท้องทะเล ที่มีข่าวสัตว์น้ำ อย่าง เต่าทะเล วาฬ กินถุงพลาสติกเข้าไปเพราะนึกว่าเป็นอาหารจนเป็นเหตุให้เสียชีวิต ดังจะเห็นข่าวที่เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งสุดท้ายก็มาส่งผลเสียต่อประเทศเอง

   เมื่อมาดูข้อมูลที่ทาง IMD ประเมินขีดความสามารถทางด้านการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมของไทย ในปี 2561 นี้ ก็ถูกลดอันดับลงเล็กน้อยจากอันดับที่ 57 มาอยู่ที่ 58  แต่ถึงจะลดลงเล็กน้อย ก็ยังถือว่า ควรต้องมีการปรับปรุงให้ดีขึ้นมากกว่านี้ เพราะไทยนั้นเรียกว่า อยู่ในกลุ่มท้ายตาราง ในเรื่องการจัดการด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมเลยทีเดียว

   ขณะเดียวกัน เมื่อดูดัชนีสิ่งแวดล้อมที่สำคัญอย่าง EPI หรือ Environmental Performance Index ที่จัดทำขึ้นโดย มหาวิทยาลัยเยล และมหาวิทยาลัยโคลัมเบียของสหรัฐอเมริกา ซึ่งร่วมงานกับ เวิล์ด อีโคโนมิคฟอรั่ม (WEF) ในการประเมิน ซึ่งดัชนีช่วยในการวัดผลสถานะทางสิ่งแวดล้อมของประเทศที่ทั่วโลกให้การยอมรับก็จัดอันดับการจัดการสิ่งแวดล้อมของไทย ในปี 2561 อยู่ที่อันดับ 121 ของโลก จากการจัดอันดับทั้งหมด 180 ประเทศ  โดยไทยมีคะแนนเพียง 49.88 หรือ ต่ำกว่าครึ่ง  ขณะที่ประเทศลำดับท๊อปเท็น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป ทำคะแนนกันสูงถึงเกือบ 90 คะแนน นับว่า การบริหารจัดการทางด้านสภาพแวดล้อม และสุขอนามัยของไทย ยังต้องเป็นงานใหญ่ที่จะต้องเร่งแก้ไขและทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกัน เพื่อจะได้ช่วยยกกันระดับคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ และขีดความสามารถของประเทศ ให้กลับมาแข็งแกร่งขึ้น

   ถึงจุดนี้ หลายคนอาจจะสงสัยว่า การรักษาสิ่งแวดล้อมเกี่ยวอะไรกับขีดความสามารถในการแข่งขัน  แต่จากข้อมูลการศึกษาของสถาบัน ฮาร์วาร์ด บิสสิเนส สคูล ระบุชัดเจนว่า  ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมนั้นมีความสัมพันธ์โดยตรงกับระดับขีดความสามารถในการแข่งขันแบบแยกกันไม่ออก  มองง่ายๆจะเห็นได้จากลุ่มประเทศที่ติด 1 - 10 ของดัชนี EPI ก็มักจะเป็นประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันลำดับต้นๆด้วยเช่นกัน  ซึ่งมันสะท้อนให้เห็นว่าประเทศที่มีนโยบายทางด้านสิ่งแวดล้อมที่ดี มักจะนำไปสู่การเพิ่มผลผลิตของประเทศในระยะยาวและมีระบบการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศที่ยั่งยืนกว่า ประเทศที่ไม่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้

   สำหรับประเทศไทย ก็กำลังเผชิญกับปัญหาการทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างหนักหน่วง อย่างการทำลายป่าต้นน้ำเพื่อทำพืชไร่ หรือการขยายโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งบางแห่งไม่มีคุณภาพ ปล่อยกากพิษของเสียลงสู่ระบบนิเวศ และด้านการท่องเที่ยว ที่เน้นรับคนตามปริมาณ โดยไม่ใส่ใจเรื่องการดูแลรักษา มีการปล่อยให้มีการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงเรื่องที่ทำประมงผิดกฎหมายโดยใช้เครื่องมืออวนลาก ซึ่งก็ส่งผลทำให้ ระบบนิเวศทางท้องทะเลเสียหาย ทั้งหมดคือการประกอบธุรกิจโดยไม่มีความรับผิดชอบแทบทั้งสิ้น

   คำถามคือ ประเทศไทยจะแก้ไขเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างไร อันดับแรก ผู้ที่ต้องทำงานหนักสุด ก็ต้องเป็นภาครัฐ เพราะเป็นหน้าที่โดยตรงที่จะต้องเป็นผู้กำหนดทิศทางให้กับภาคเอกชน และประชาชน ให้ดำเนินตามในเรื่องนี้  อันได้แก่ 1. การออกกฎระเบียบต่างๆ ทั้งเรื่องการควบคุมมลพิษ การจัดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า ซึ่งนโยบายที่ออกมาจะต้องมีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการป้องปราม การรณรงค์ การสร้างแรงจูงใจ และการจัดการที่เด็ดขาดในกรณีที่ทำผิดกฎหมาย

   หากมีกฎระเบียบที่ดีพอ ก็จะจูงใจให้ผู้ปฏิบัติอย่างภาคเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ยกตัวอย่าง ในสหรัฐอเมริกา ห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ อย่าง  วอลมาร์ท  ก็มีความตื่นตัวในเรื่องของการลดต้นทุนและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม  โดยกำหนดมาตรฐานที่เข้มงวดในการดำเนินงานของตัวเอง และซัพพลายเออร์ ที่มาส่งสินค้าวางจำหน่ายทั้งหมด ในเรื่องเกี่ยวการลดของเสีย การคิดค้นบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก การใช้พลังงานให้คุ้มค่า รวมถึงลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งการกระทำของวอล์มาร์ท ส่งแรงกระเพื่อมไปอีก 60,000 บริษัทซัพพลายเออร์ ที่จะต้องใส่ใจกับมาตรฐานการดูแลสิ่งแวดล้อม กลายเป็นว่า เริ่มต้นแค่บริษัทเดียว สามารถส่งต่อความใส่ใจสิ่งแวดล้อมไปได้อีกเป็นหมื่นบริษัท ซึ่งห้างค้าปลีกไทย ก็สามารถดำเนินการในลักษณะนี้ได้

   หรือในเรื่องการส่งเสริมเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การชำระเงินดิจิทัล ที่ลดการใช้กระดาษ หรือการประยุกต์นำพลังงานสะอาดมาใช้ อย่างเรื่องโซลาร์เชลล์ ซึ่งในปัจจุบัน ก็มีผู้ประกอบการไทยหลายบริษัท มีการลงทุนด้านโซลาร์เซลล์กันและตื่นตัวมาก อย่างบริษัท อินเด็กซ์ เฟอร์นิเจอร์ ตอนนี้ในโรงงานก็มีการติดตั้งแผงไฟโซลาร์ เซลล์ บนหลังคาเพื่อช่วยลดการใช้พลังงาน รวมไปถึง ห้างค้าปลีก ตกแต่งบ้าน อย่างอีเกีย ก็มีการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ ในการลดใช้พลังงานที่สาขาบางใหญ่เช่นกัน  ซึ่งอนาคต ตัวเทคโนโลยีพลังงานสะอาดจะมีราคาถูกลงอย่างต่อเนื่อง ภาครัฐก็ควรมีการออกนโยบายในการส่งเสริมเทคโนโลยีรักษ์โลกเหล่านี้ มีการใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น

   ส่วนเรื่องปัญหาขยะ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่มากในประเทศไทย ซึ่งจะต้องมีการส่งเสริมการรีไซเคิลขยะครั้งใหญ่ เพราะกระบวนการนี้ จะช่วยทำให้ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติไปได้มาก โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นโลหะ หรือ พลาสติกและกระดาษ ซึ่งพวกนี้สามารถนำเข้ามาสู่กระบวนการรีไซเคิล และนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ขณะเดียวกันก็ต้องรณรงค์ในการลด ละเลิก ในการใช้ขยะพลาสติก ซึ่งในเวลานี้ก็เริ่มเห็นผู้ประกอบการบางส่วน ให้ความสำคัญกับปัญหาเหล่านี้ ดังจะเห็นจาก เชนร้านกาแฟหลายแห่ง หรือ แม้กระทั่งโรงแรมเอราวัณ ก็จะไม่มีการแจกหลอดพลาสติกให้กับลูกค้าแล้ว ถ้าไม่ร้องขอ หรือแม้กระทั่งการทำโปรโมชั่นให้พกแก้วมาเอง จะได้ราคาที่ถูกลง เป็นต้น หรืออย่างกรณีร้านค้าปลีกอย่าง เซเว่น อีเลฟเว่น ก็พยายามรณรงค์การลดใช้ถุงพลาสติกเป็นต้น นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ซึ่งคงจะต้องมีการส่งเสริมและสร้างจิตสำนึกอย่างต่อเนื่องในการตระหนักถึงปัญหาขยะ และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเกินความจำเป็น

   สำหรับปัญหากากของเสียอุตสาหกรรม ปัจจุบันไทยก็มีกฎหมายที่คอยควบคุมเรื่องนี้อย่างเข้มงวดถึง 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ โรงงาน พ.ศ.2535 ที่กำหนดวิธีการควบคุมการปล่อยของเสีย มลพิษ และ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย และล่าสุดเพิ่งออกกฎหมายลูกอีกหลายฉบับ เพื่อจัดการ เรื่องการกำจัดกากอุตสาหกรรมอย่างถูกต้อง ซึ่งทางกรมโรงงานตั้งเป้าให้ภายในปี 2563 จะต้องกำจัดกากอุตสาหกรรมให้ได้ครบ 100%  จากปัจจุบันมีโรงงานเข้าระบบกำจัดขยะแล้วประมาณ 70% โดยปี 60 ที่ผ่านมา มีปริมาณขยะอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นราวๆ 24 ล้านตัน และมีข่าวดีว่า กว่า 40% เป็นขยะที่นำมารีไซเคิลใช้ใหม่ได้

   อีกแนวทางที่จะช่วยในการลดการทำลายสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนการพัฒนาประเทศ ก็คือ การจัดเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม โดยมีหลักการว่า บริษัทใดที่มีรูปแบบธุรกิจในการทำลายสิ่งแวดล้อมจะต้องมีภาระภาษีเพิ่มขึ้น เพื่อให้รัฐนำเงินมาใช้ในการจัดการปัญหาขยะ ซึ่งหลายประเทศได้มีการจัดเก็บภาษีประเภทนี้แล้ว ทำให้ผู้ประกอบการก็ให้ความใส่ใจในการจัดการของเสียและมลพิษอื่นๆของตัวเองมากขึ้น

   สุดท้ายสำหรับภาคประชาชน นอกจากการสร้างจิตสำนึกในการดูแลถิ่นที่อยู่อาศัยแล้ว การเพิ่มมาตรการจูงใจอย่าง ธนาคารต้นไม้ ที่เชิญชวนชาวบ้านให้หันมาปลูกและดูแลต้นไม้ และจะได้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยจากการดูแล ก็นับเป็นโครงการที่ดี และล่าสุดครม.เพิ่งมีมติให้นำไม้ยืนต้น มาเป็นหลักประกันการกู้เงิน สำหรับองค์กรธุรกิจก็นับว่า เป็นเรื่องดีที่จะสนับสนุนให้มีการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและหวงแหนกันมากขึ้น

   แน่นอนหากมีการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ดี สภาพความเป็นอยู่ก็จะดีขึ้น และที่สำคัญก็จะก่อให้เกิดการสร้างผลิตผลต่างๆที่ดีขึ้น ซึ่งทั้งหมดก็จะมาเชื่อมโยงกับขีดความสามารถของประเทศที่จะปรับตัวดีขึ้นไปด้วย

 

ที่มาภาพ : www.freepik.com

ประเด็นหลักที่เกี่ยวข้อง

  • การขับเคลื่อนธุรกิจในภูมิทัศน์โลกใหม่ (Lead your Businesses through the New World Landscape)

    21 กรกฎาคม 3106

    จากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก ที่ในระยะแรกเป็นเพียงประเด็นด้านสาธารณสุขเท่านั้น แต่ขณะนี้ได้ขยายวงกว้างและลุกลาม จนส่งผลกระทบมหาศาลต่อเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของทุกประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น ยังส่งผลให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อรับมือวิกฤตครั้งนี้ในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับโลก (Global Perspective) ระดับองค์กร (Business Perspective) และการดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคม (Individual Perspective) ตามวิถีใหม่ (New Normal)

  • การใช้ข้อมูลเพื่อกำหนดกลยุทธ์การให้ที่ดีสำหรับนักธุรกิจผู้ใจบุญ (How philanthropists can harness data to make the world a better place)

    11 พฤศจิกายน 2563

    ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน  มีนักธุรกิจใจบุญมากมายที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ย้อนไปตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 อาทิ  จอห์น ดี. ร็อกเกอะเฟลเลอร์ นักธุรกิจชาวอเมริกันเจ้าของกิจการน้ำมันผู้ร่ำรวย และ เฮนรี ฟอร์ด ผู้ก่อตั้งบริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ มาจนถึงผู้นำธุรกิจในยุคปัจจุบันอย่างบิลและเมลินดา เกตส์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสำหรับช่วยเหลือคนในประเทศกำลังพัฒนา  และ วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีระดับโลก ราชานักลงทุนและเจ้าของบริษัท Berkshire Hathaway

  • อนาคตของพลวัตวิถีเศรษฐกิจด้านสุขภาพ (Centering Health: pathways in the global health economy 2026)

    2 พฤศจิกายน 2563

    กล่าวได้ว่าสุขภาพนั้นถือเป็นปัจจัยสำคัญในการประกอบร่างสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา การดูแลสุขภาพได้รับการพัฒนาผ่านการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม เทคโนโลยี และการปรับโครงสร้างบริการด้านสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันได้มุ่งเน้นไปที่การมีส่วนร่วมของผู้บริโภค แม้ว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อการมีสุขภาพที่ยั่งยืนจะเพิ่มขึ้น แต่เราสามารถคาดการณ์ถึงเศรษฐกิจสุขภาพระดับโลกที่แข็งแกร่งสิบปีนับจากนี้ได้ โดยเป้าหมายการเป็นเศรษฐกิจด้านสุขภาพระดับโลกในปี พ.ศ. 2569 ไม่เพียงเป็นการผลิตสินค้าและบริการด้านสุขภาพสำหรับคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น แต่ในระบบเศรษฐกิจนี้ ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและสังคมจะถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของสุขภาพ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงค่าใช้จ่ายเพื่อพัฒนาสุขภาพสำหรับคนจำนวนมากเท่านั้น แต่แท้จริงแล้ว ยังถือเป็นการลงทุนอีกด้วย

  • ผนึกกำลังผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ แนะแนวทางสร้างเมืองที่ยั่งยืน

    2 พฤศจิกายน 2563

    COVID-19 คือปัญหาระยะสั้น แต่ ภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาระยะยาว

     “Sustainability Forum 2000 : Creating a Resilient City” ที่จัดโดย TMA ความรู้และความเห็นในแง่มุมต่างๆ โดยผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารจากองค์กรชั้นนำทั้งในประเทศและระดับโลก