ประเด็นหลัก

ภาพรวมผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขัน 2020
5 กรกฎาคม 2563

 ผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ประจำปี 2563

โดย IMD World Competitiveness Center 

 

ภาพรวมผลการจัดอันดับระดับโลก

ในปี 2563 IMD World Competitiveness Center ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ทำการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของ 63 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก โดยใช้ข้อมูลจากการสำรวจความเห็นของผู้บริหาร  ณ ไตรมาสแรก ปี 2563 และข้อมูลเชิงประจักษ์ (Hard data) ปี 2562 ซึ่งมีการจัดอันดับโดยการประเมินในเขตเศรษฐกิจต่าง ๆ ใน 4 ด้าน ได้แก่ 1) สมรรถนะทางเศรษฐกิจ (Economic Performance) 2) ประสิทธิภาพของภาครัฐ (Government Efficiency) 3) ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Efficiency) และ 4) โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure)

ผลการจัดอันดับในปี 2563 พบว่า มีเขตเศรษฐกิจในเอเชียที่ได้รับการจัดอันดับอยู่ในกลุ่มที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงสุด 10 อันดับแรก 2 เขตเศรษฐกิจคือ สิงคโปร์และฮ่องกง โดยสิงคโปร์สามารถคงอันดับที่ 1 ของโลกไว้ได้เป็นปีที่ 2 ต่อจากปีที่แล้ว ในขณะที่ฮ่องกงถึงแม้จะมีอันดับลดลงจากอันดับที่ 2 ในปีที่แล้วเป็นอันดับที่ 5 ในปี 2563 แต่ก็ยังสามารถคงอันดับในกลุ่มสูงสุด 10 อันดับแรกได้ เนื่องจากยังคงมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ในขณะที่ 2 เขตเศรษฐกิจในยุโรปคือ สวิตเซอร์แลนด์ และเนเธอร์แลนด์มีอันดับดีขึ้นเป็นอันดับที่ 3 และ 4 ตามลำดับ ทั้งนี้ เขตเศรษฐกิจในกลุ่มนอร์ดิก ได้แก่ เดนมาร์ก สวีเดน และนอร์เวย์ ต่างมีอันดับที่ดีขึ้นเป็นอย่างมาก โดยสหรัฐอเมริกาได้ตกจากอันดับที่ 3 ในปีที่แล้วเป็นอันดับที่ 10 ในปีนี้จากประเด็นด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน

ทั้งนี้ ในท่ามกลางภาวะวิกฤตจากสงครามการค้าและโรคระบาด COVID-19 เป็นที่น่าสังเกตว่าเขตเศรษฐกิจที่อยู่ใน 5 อันดับแรกของโลกล้วนเป็นเศรษฐกิจขนาดเล็ก ซึ่งนอกจากพื้นฐานเศรษฐกิจที่ค่อนข้างแข็งแกร่งแล้ว ยังได้ประโยชน์จากความคล่องตัวในการปรับตัวในภาวะวิกฤต นอกจากนั้น เมื่อพิจารณาปัจจัยที่ใช้ในการจัดอันดับพบว่าเขตเศรษฐกิจที่อยู่ในอันดับสูงสุด 10 อันดับแรกเกือบทั้งหมด มีความสามารถด้านโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การศึกษา รวมถึงกรอบการบริหารภาครัฐ (Institutional Framework) อยู่ในระดับที่ค่อนข้างดีทั้งสิ้น

 

ผลการจัดอันดับของไทย

ปี 2563 ในภาพรวม ไทยมีอันดับความสามารถในการแข่งขันอยู่ที่อันดับ 29 จาก 63 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก ลดลง 4 อันดับจากอันดับที่ 25 ในปีที่แล้ว โดยมีผลคะแนนสุทธิลดลงจาก 77.23 มาอยู่ที่ 75.39 แต่สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยของ 63 เขตเศรษฐกิจที่อยู่ที่ 71.82

เมื่อพิจารณาปัจจัย 4 ด้านที่ใช้ในการจัดอันดับ ไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันดีขึ้นจากปีที่แล้วใน  2 ด้าน ได้แก่ ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Efficiency) และโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ในขณะที่ อีก 2 ด้าน มีอันดับความสามารถในการแข่งขันลดลง คือ สมรรถนะทางเศรษฐกิจ (Economic Performance) และประสิทธิภาพของภาครัฐ (Government Efficiency)

ทั้งนี้ จากแนวโน้มผลการจัดอันดับของไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2559 – 2563) จะเห็นได้ว่า อันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยในภาพรวมมีแนวโน้มค่อนข้างคงที่ โดยอยู่ในอันดับที่ 28 ในปี 2559  และมีการเคลื่อนไหวขึ้นลงตามสถานการณ์ต่าง ๆ โดยในปี 2562 มีอันดับที่ดีขึ้นถึง 5 อันดับเป็นอันดับที่ 25 ก่อนที่จะลดลงเป็นอันดับที่ 29 ในปีนี้ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีความท้าทายในด้านการเตรียมพร้อมและปรับตัวเพื่อรับมือกับสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่นับวันจะรุนแรงและรวดเร็วยิ่งขึ้น

นอกจากนั้น สถาบัน IMD ยังมีการเพิ่มตัวชี้วัดใหม่ ๆ ได้แก่ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) ดัชนีระดับความเป็นประชาธิปไตย (Democracy Index) และการมีผู้ประกอบการใหม่ในระยะเริ่มต้นธุรกิจ (Total early-stage entrepreneurial activity) ซึ่งควรให้ความสนใจและพัฒนาให้พร้อมสำหรับอนาคต

เมื่อพิจารณาผลการจัดอันดับเป็นรายปัจจัยพบว่า ด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจยังคงเป็นจุดแข็งของไทย ถึงแม้ว่าจะมีอันดับที่ลดลงค่อนข้างมากในปีนี้เนื่องจากภาวะวิกฤต COVID-19 และสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าประเทศไทยมีความจำเป็นในการปรับโครงสร้าง และประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจให้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงและวิกฤตการณ์ต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงการเตรียมความพร้อมทางด้านทรัพยากรอย่างไร ในขณะที่ในด้านประสิทธิภาพการดำเนินงานของภาครัฐและภาคธุรกิจ ประเทศไทยมีขีดความสามารถอยู่ในระดับปานกลาง และมีศักยภาพที่จะพัฒนาได้อีกมากหากมีการพัฒนาทั้งในด้านระบบและกระบวนการในการทำงาน ศักยภาพและทัศนคติของบุคลากร รวมไปถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเป็นเครื่องมือ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเชื่อมโยงไปถึงการพัฒนาขีดความสามารถด้านโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการศึกษาของประเทศ โดยมีรายละเอียดแต่ละด้านดังนี้

 

สมรรถนะทางเศรษฐกิจ (Economic Performance)

 

ปี 2563 ไทยมีผลการจัดอันดับด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจลดลงมาอยู่ในอันดับที่ 14 จากอันดับที่ 8 ในปี 2562 เนื่องจากปัจจัยเชิงลบของเศรษฐกิจภายในประเทศ (Domestic economy) การลงทุนระหว่างประเทศ (International investment) และการจ้างงาน (Employment) โดยตัวชี้วัดที่มีผลต่ออันดับที่ลดลงได้แก่ อัตราการเติบโตที่แท้จริงของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัว (Real GDP Growth per Capita) สัดส่วนการลงทุนโดยตรงขาเข้าต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Direct investment flows inward (% of GDP) อัตราการเติบโตของการจ้างงาน (Employment – growth) เป็นต้น

 

ประสิทธิภาพของภาครัฐ (Government Efficiency)

อันดับในด้านประสิทธิภาพของภาครัฐลดลง 3 อันดับจากปี 2562 มาอยู่ที่อันดับ 23 ทั้งนี้ ประเด็นหลักมาจากอันดับที่ลดลงในด้านกรอบการบริหารภาครัฐ (Institutional framework) ที่ลดลงถึง 6 อันดับในปี 2563 นอกจากเป็นประเด็นในด้านการคลังภาครัฐ (Public finance) และกฎหมายธุรกิจ (Business legislation) ที่ลดลง 1 อันดับ โดยตัวชี้วัดที่มีผลต่ออันดับที่ลดลงได้แก่ ความสามารถในการปรับเปลี่ยนนโยบายของภาครัฐ (Adaptability of Government Policy) ความโปร่งใสด้านนโยบาย (Transparency of Government Policy) ระบบราชการ (Bureaucracy) นโยบายของธนาคารกลาง (Central Bank Policy) ฯลฯ ซึ่งเป็นประเด็นที่มาจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารภาคธุรกิจ อันเป็นการสะท้อนถึงความรับรู้ (perception) ของภาคธุรกิจที่ต่อการดำเนินงานของภาครัฐ ซึ่งควรจะต้องมีการสื่อสารและสร้างความมีส่วนร่วมระหว่างกันให้มากขึ้นและมีความต่อเนื่องในระยะยาว

 

ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Efficiency)

อันดับความสามารถในการแข่งขันในปี 2563 ได้ปรับดีขึ้น 4 อันดับจากปี 2562 มาอยู่ที่อันดับ 23 จากปัจจัยเชิงบวกของทัศนคติและค่านิยม (Attitudes and values) การบริหารจัดการ (Management practices) และผลิตภาพและประสิทธิภาพ (Productivity & efficiency) ของภาคธุรกิจ โดยประเด็นสำคัญที่ส่งผลให้อันดับสูงขึ้นในส่วนที่เกี่ยวกับทัศนคติค่านิยมมาจากความรับรู้ของภาคธุรกิจในประเด็นต่าง ๆ ได้แก่ ความเข้าใจถึงความจำเป็นในการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคม (Need for economic and social reforms) การมีวัฒนธรรมที่เปิดรับแนวความคิดจากภายนอก ในขณะที่ในด้านการบริหารจัดการประกอบด้วย การให้ความสำคัญต่อความพึงพอใจของลูกค้าของภาคธุรกิจ และการตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงสภาพของตลาด การทำหน้าที่ของคณะกรรมการบริษัท เป็นต้น

 

โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure)

อันดับความสามารถในการแข่งขันด้านโครงสร้างพื้นฐานของไทยยังคงมีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง โดยมีอันดับที่ 44 ในปี 2563 โดยมีอันดับดีขึ้นใน 4 ปัจจัยย่อย ได้แก่ สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม (Health and environment) โครงสร้างด้านเทคโนโลยี (Technological infrastructure) สาธารณูปโภคพื้นฐาน (Basic infrastructure) และการศึกษา (Education) ในขณะที่โครงสร้างด้านวิทยาศาสตร์ลดลง 1 อันดับ โดยประเด็นสำคัญที่ทำให้มีอันดับดีขึ้นในด้านสาธารณสุขได้แก่ หลักประกันด้านสุขภาพ (Universal healthcare coverage) การให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืนของบริษัท (Sustainable development) การพัฒนาเทคโนโลยีเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม (Environment-related technologies) และการมีโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขที่เพียงพอ (Health infrastructure) ส่วนในด้านเทคโนโลยีได้แก่ ความเร็วของอินเทอร์เน็ต การลงทุนด้านโทรคมนาคม และการมีวิศวกรที่มีคุณภาพ

 

ไทยกับเขตเศรษฐกิจในกลุ่มภูมิภาคอาเซียน (ASEAN)

จากเขตเศรษฐกิจในสมาชิกประชาคมอาเซียนรวม 10 เขตเศรษฐกิจ มีเพียง 5 เขตเศรษฐกิจ คือ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ที่ได้รับการจัดอันดับโดย IMD ซึ่งเขตเศรษฐกิจที่มีอันดับความสามารถในการแข่งขันสูงสุดของอาเซียนและของโลก คือ สิงคโปร์ รองลงมาคือ มาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ตามลำดับ

ในปี 2563 เขตเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนส่วนใหญ่ มีอันดับความสามารถในการแข่งขันลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2562 โดยอินโดนีเซีย มีอันดับลดลงมากที่สุดถึง 8 อันดับ ตามมาด้วยมาเลเซีย ลดลง 5 อันดับ และไทย ลดลง 4 อันดับ ในขณะที่ ฟิลิปปินส์ มีอันดับดีขึ้น 1 อันดับ ในขณะที่สิงคโปร์ สามารถรักษาอันดับสูงสุดของโลกไว้ได้เป็นปีที่ 2

 

เมื่อพิจารณาเป็นรายปัจจัยจะเห็นได้ว่าสิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย เป็นเขตเศรษฐกิจที่มีอันดับในด้านเศรษฐกิจค่อนข้างดี ในขณะที่ในด้านประสิทธิภาพของภาครัฐและภาคธุรกิจ ไทยอยู่ในอันดับที่ 2 รองจากสิงคโปร์ ส่วนในด้านโครงสร้างพื้นฐานไทยยังคงมีอันดับที่ต่ำกว่าสิงคโปร์และมาเลเซียค่อนข้างมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าหากประเทศไทยให้ความสำคัญและเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้มากและรวดเร็วขึ้น จะทำให้ความสามารถในการแข่งขันในด้านต่างๆ ของประเทศพัฒนาได้อีกมาก

 

บทสรุป

การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย นับว่าเป็นความท้าทายในระยะยาว ที่ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ประเด็นสำคัญจากผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขัน ปี 2563 โดย IMD พบว่า เขตเศรษฐกิจที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง 3 อันดับแรกของโลก ต่างมีภาคการค้าการลงทุนระหว่างประเทศและตลาดแรงงานที่เข้มแข็ง รวมถึงระบบการศึกษา สาธารณสุข โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ที่ยอดเยี่ยม

ในส่วนของไทย ผลการจัดอันดับที่ลดลงในปี 2563 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบจากวิกฤต COVID-19 และสงครามการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจที่ส่งผลกระทบถึงเศรษฐกิจโลก เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวของเศรษฐกิจไทย ซึ่งจากการศึกษาผลการจัดอันดับของประเทศไทยในระยะกว่า 10 ปืที่ผ่านมาพบว่า ผลการจัดอันดับของประเทศมีการปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญอันเนื่องมาจากวิกฤตการณ์ภายนอกหลายครั้งด้วยกัน ดังนั้น จากมุมมองของสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) เห็นว่าเพื่อให้การขับเคลื่อนเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศมีความก้าวหน้าและพัฒนาต่อไปได้อย่างยั่งยืน นอกเหนือจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าโดยการช่วยเหลือประชาชนและแก้ไขฟื้นฟูภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบ ประเทศไทยควรมุ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพความสามารถของประเทศที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงและวิกฤตการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยมีประเด็นสำคัญสรุปได้ดังนี้

  • ความสามารถในการคาดการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต (foresigh capability) และวิเคราะห์โอกาสและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อม
  • เป้าหมายและทิศทางที่ชัดเจนในการพัฒนาโดยใช้ประโยชน์จากโอกาสที่จะเกิดขึ้นโดยต่อยอดจากฐานที่ประเทศไทยมีจุดแข็งและโอกาสในการพัฒนาศักยภาพ อาทิ อาหาร สุขภาพและการแพทย์ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ฯลฯ
  • ทรัพยากรบุคคลที่ได้รับการพัฒนาทั้งด้านทักษะและทัศนคติที่สอดคล้องกับเป้าหมายและทิศทางของประเทศ และสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
  • มีวาระที่ชัดเจนในการพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สนับสนุนเป้าหมายและทิศทางของประเทศในด้านต่าง ๆ
  • กลไกและกระบวนการขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพ มีความคล่องตัวในการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป (Resilience and agility)

ทั้งนี้ จะต้องสร้างความตระหนักถึงเป้าหมายและทิศทางและจิตสำนึกร่วมในการพัฒนาและขับเคลื่อน โดยมีการสื่อสารและดำเนินการอย่างสอดคล้องต่อเนื่องในระยะยาว ขณะเดียวกันมีความคล่องตัวสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์และข้อเท็จจริงใหม่ที่เกิดขึ้น ซึ่ง TMA โดย TMA Center for Competitiveness ได้มีบทบาทในการสร้างความตระหนักและความเข้าใจเกี่ยวกับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศผ่านโครงการ Thailand Competitiveness Enhancement Program (TCEP) มาตลอดระยะเวลา 12 ปี ยังคงมุ่งมั่นที่จะผลักดันโครงการนี้ไปอย่างต่อเนื่อง โดยพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

 

ประเด็นหลักที่เกี่ยวข้อง

  • การขับเคลื่อนธุรกิจในภูมิทัศน์โลกใหม่ (Lead your Businesses through the New World Landscape)

    21 กรกฎาคม 3106

    จากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก ที่ในระยะแรกเป็นเพียงประเด็นด้านสาธารณสุขเท่านั้น แต่ขณะนี้ได้ขยายวงกว้างและลุกลาม จนส่งผลกระทบมหาศาลต่อเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของทุกประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น ยังส่งผลให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อรับมือวิกฤตครั้งนี้ในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับโลก (Global Perspective) ระดับองค์กร (Business Perspective) และการดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคม (Individual Perspective) ตามวิถีใหม่ (New Normal)

  • การใช้ข้อมูลเพื่อกำหนดกลยุทธ์การให้ที่ดีสำหรับนักธุรกิจผู้ใจบุญ (How philanthropists can harness data to make the world a better place)

    11 พฤศจิกายน 2563

    ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน  มีนักธุรกิจใจบุญมากมายที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ย้อนไปตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 อาทิ  จอห์น ดี. ร็อกเกอะเฟลเลอร์ นักธุรกิจชาวอเมริกันเจ้าของกิจการน้ำมันผู้ร่ำรวย และ เฮนรี ฟอร์ด ผู้ก่อตั้งบริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ มาจนถึงผู้นำธุรกิจในยุคปัจจุบันอย่างบิลและเมลินดา เกตส์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสำหรับช่วยเหลือคนในประเทศกำลังพัฒนา  และ วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีระดับโลก ราชานักลงทุนและเจ้าของบริษัท Berkshire Hathaway

  • อนาคตของพลวัตวิถีเศรษฐกิจด้านสุขภาพ (Centering Health: pathways in the global health economy 2026)

    2 พฤศจิกายน 2563

    กล่าวได้ว่าสุขภาพนั้นถือเป็นปัจจัยสำคัญในการประกอบร่างสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา การดูแลสุขภาพได้รับการพัฒนาผ่านการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม เทคโนโลยี และการปรับโครงสร้างบริการด้านสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันได้มุ่งเน้นไปที่การมีส่วนร่วมของผู้บริโภค แม้ว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อการมีสุขภาพที่ยั่งยืนจะเพิ่มขึ้น แต่เราสามารถคาดการณ์ถึงเศรษฐกิจสุขภาพระดับโลกที่แข็งแกร่งสิบปีนับจากนี้ได้ โดยเป้าหมายการเป็นเศรษฐกิจด้านสุขภาพระดับโลกในปี พ.ศ. 2569 ไม่เพียงเป็นการผลิตสินค้าและบริการด้านสุขภาพสำหรับคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น แต่ในระบบเศรษฐกิจนี้ ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและสังคมจะถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของสุขภาพ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงค่าใช้จ่ายเพื่อพัฒนาสุขภาพสำหรับคนจำนวนมากเท่านั้น แต่แท้จริงแล้ว ยังถือเป็นการลงทุนอีกด้วย

  • ผนึกกำลังผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ แนะแนวทางสร้างเมืองที่ยั่งยืน

    2 พฤศจิกายน 2563

    COVID-19 คือปัญหาระยะสั้น แต่ ภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาระยะยาว

     “Sustainability Forum 2000 : Creating a Resilient City” ที่จัดโดย TMA ความรู้และความเห็นในแง่มุมต่างๆ โดยผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารจากองค์กรชั้นนำทั้งในประเทศและระดับโลก