ประเด็นหลัก

แนวทางเพื่อพลิกฟื้นอนาคตตลาดแรงงานหลังวิกฤตโควิด-19 (The future of work is here: 5 ways to reset labour markets after coronavirus recovery)
28 สิงหาคม 2563

 

แนวทางเพื่อพลิกฟื้นอนาคตตลาดแรงงานหลังวิกฤตโควิด-19

(The future of work is here: 5 ways to reset labour markets after coronavirus recovery)

 

1 พฤษภาคม พ.ศ.2563 กลายเป็นวันแรงงานสากลที่โลกต้องจดจำ เพราะเป็นวันแรงงานในช่วงที่โรคระบาดกำลังลุกลามทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและการจ้างงานอย่างกว้างขวาง โดย International Labour Organization (ILO) ได้คาดการณ์ว่าประชากรในวัยแรงงานเกือบ 1.5 พันล้านคน ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญเสียช่องทางทำมาหากิน

การล็อกดาวน์หรือปิดเมืองทำให้เกิดปรากฏการณ์ทำงานรูปแบบใหม่จากนอกสถานที่ระบบอัตโนมัติ (Automation) ถูกนำมาใช้มากขึ้น “เศรษฐกิจใส่ใจ” หรือ “Care Economy”[1] ทั่วโลก  ได้รับความสนใจมากขึ้น และเรามองเห็นข้อเสียของ Gig Economy[2]  ซึ่งผู้ที่มิได้ทำงานประจำ ขาดความคุ้มครองทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับการหาเลี้ยงชีพหรือดำรงชีพ   

นอกจากนี้ การล็อกดาวน์ได้นำพา “งานในอนาคต” มาถึงอย่างรวดเร็ว ซึ่งกลายเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับแรงงานหลายคน เมื่อหลายองค์กรถูกสถานการณ์บังคับให้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานโดยใช้เทคโนโลยี แม้จะมีสัญญาณให้เห็นมาหลายปี บางองค์กรอาจยังไม่สามารถเปลี่ยนวิธีการทำงานได้สำเร็จ แต่ในที่สุดเมื่อโควิด-19 มาถึง ก็กลายเป็นสิ่งที่ต้องทำ โดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป

สำหรับพนักงานออฟฟิศหลายคน การล็อกดาวน์เป็นการส่งเสริมให้อยู่บ้านเพื่อความปลอดภัย โดยทำงานนอกออฟฟิศ หรือทำงานจากที่อื่น (Remote work) ขณะที่กลุ่มคนที่มีอาชีพบริการและลูกจ้างในโรงงาน นี่หมายถึงโอกาสที่บริษัทอาจจะพิจารณาแทนที่แรงงานมนุษย์ด้วยเครื่องจักรและเทคโนโลยีโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแทนที่กำลังคนด้วยเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มศักยภาพขององค์กร โดยสามารถเป็นขุมพลังใหม่ ที่สร้างความยืดหยุ่นให้แก่องค์กร ปูทางไปสู่อนาคตที่ความไม่แน่นอนคือความจริงแท้แน่นอน

แม้โควิด-19 จะนับเป็นวิกฤตโรคระบาดที่โลกไม่เจอมานานนับศตวรรษ ซึ่งสร้างผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตอย่างใหญ่หลวง อย่างไรก็ตาม World Economic Forum (WEF) ได้เสนออีกมุมมองว่า โควิด-19 ได้เปิดประตูแห่งโอกาสบานใหม่ที่จะ “สร้างคืนกลับมาให้ดีกว่าเดิม” ณ เวลานี้ คือโอกาสสำคัญที่จะวางพื้นฐานตลาดแรงงานที่ยืดหยุ่นและสร้างโลกที่เท่าเทียมกันกว่าเดิม โดย WEF ได้เสนอแนวทางไว้         5 ประการ ดังนี้

1. การเรียนรู้ทักษะใหม่และยกระดับทักษะ (Double down on upskilling and reskilling)  

เมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาล บริษัทและลูกจ้างในหลายประเทศ ได้เริ่มให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ทักษะใหม่และยกระดับทักษะเดิม เพื่อเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงโดยฉับพลันอันเกิดจากการพัฒนาอุตสาหกรรมไปสู่ยุค 4.0 ในขณะเดียวกัน จากเดิมที่เราคาดการณ์ว่าหุ่นยนต์จะเข้ามาแทนที่มนุษย์ในตลาดแรงงาน แต่การระบาดของไวรัสโคโรน่ากลับกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่นำไปสู่การล้มครืนของตลาดแรงงานในปัจจุบัน ค่อนข้างเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า การแพร่กระจายของการระบาดได้เร่งรัดให้โลกเข้าสู่ยุคดิจิทัลและระบบอัตโนมัติในทุกภาคส่วนและถ้วนทั่วทุกอุตสาหกรรม โดยกลายเป็นปัจจัยที่เรียกร้อง ถามหาการลงทุนและกระบวนการใหม่สำหรับการยกระดับทักษะเดิม และเรียนรู้ทักษะใหม่ ทั้งในส่วนทักษะมนุษย์และทักษะทางดิจิทัลอย่างแท้จริง

ขณะที่อุตสาหกรรมการศึกษาและฝึกอบรมผ่านระบบออนไลน์ ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น เพราะสามารถเชื่อมโยงลูกจ้างทั้งหลายผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลในช่วงระหว่างการล็อกดาวน์ ซึ่งนายจ้างต้องให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมพนักงานและรัฐบาลต่าง ๆ ต้องพยายามอย่างแข็งขันในการสร้างข้อกำหนดที่เกี่ยวกับการปรับทักษะและการยกระดับทักษะผ่านมาตรการทางการคลังขนานใหญ่ที่อัดฉีดลงไปในระบบเศรษฐกิจเพื่อเตรียมความพร้อมแก่ลูกจ้าง เมื่อผ่านพ้นช่วงการระบาดไปแล้วให้ดีที่สุด

 

2.การสนับสนุนอาชีพแห่งอนาคต (Identify the jobs of tomorrow)  

WEF ได้เคยนำเสนอมุมมองเกี่ยวกับ “อาชีพแห่งอนาคต”[3] ตั้งแต่ตอนต้นปี พ.ศ. 2563 ว่า งานแห่งอนาคตจะเป็นงานที่ใส่ใจผู้คน อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม บริหารจัดการเทคโนโลยีใหม่ และสื่อสารถึงผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ  ซึ่งปรากฏว่าเป็นกลุ่มงานที่เกี่ยวข้องกับ เศรษฐกิจใส่ใจ (Care Economy) เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ประชากรและวัฒนธรรม (People and Culture) ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ (Data and AI) วิศวกรรม (Engineering) และ Cloud Computing  การพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product Development) การขาย (Sales) การตลาด (Marketing) และคอนเทนต์ (Content)

การระบาดของโควิด-19 ได้เน้นย้ำถึงบทบาทที่จำเป็นอย่างยิ่งของบุคลากรในโรงพยาบาล ร้านสะดวกซื้อ สถานศึกษา และผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่จำเป็นอื่น ๆ ซึ่งเป็นกลุ่มอาชีพในระบบเศรษฐกิจใส่ใจ ทำให้เห็นถึงโอกาสที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มงานเหล่านี้ ในทำนองเดียวกันกับงานด้านบริหารจัดการและสร้างสรรค์เทคโนโลยี เช่น การค้าออนไลน์ (e-commerce) และเศรษฐกิจบนพื้นฐานความรู้ (Knowledge Economy) ที่กว้างขวางขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง และขณะที่รัฐบาลต่าง ๆ พยายามหาทางกอบกู้เศรษฐกิจขึ้นมาใหม่นั้น แหล่งอุปสงค์ใหม่ของตลาดแรงงาน จะมาจากกลุ่มงานเศรษฐกิจสีเขียว การวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และสุขภาพ และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ทั้งนี้ สำหรับประเทศกำลังพัฒนา มาตรการเชิงรุกในการสร้างบุคลากรและ      อุปสงค์ต่ออาชีพแห่งอนาคต ยิ่งมีความสำคัญ จากการที่ห่วงโซ่มูลค่าของโลกในอดีตและโมเดลการเติบโตแบบเก่าที่ขับเคลื่อนโดยการผลิตต้องปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย

 

3. การจัดวางกำลังพลและการจัดหางานใหม่ (Prioritize re-deployment and re-employment)

มาตรการช่วยเหลือเชิงรุกสำหรับลูกจ้างทั้งที่อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญเสียงานและว่างงาน จะกลายเป็นประเด็นสำคัญต่อภาคธุรกิจและรัฐบาลในหลายประเทศ ซึ่งบริษัทหลายแห่งได้ช่วยเหลือลูกจ้างที่โดนพักงานหรือให้ออกจากงานในระยะสั้น  ด้วยการโยกย้ายให้ไปทำงานในตำแหน่งที่มีความขาดแคลน โดยในไทย พบว่าตลาดแรงงานในช่วงไตรมาส 2 ของปี พ.ศ.2563 มีจำนวนประกาศรับสมัครงานลดลงในทุกกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวและงานพาร์ทไทม์[4]

ในประเทศที่รัฐบาลมีระบบบริหารจัดการที่มีความพร้อม และระบบสามารถดำเนินการได้อย่างแข็งขัน ลูกจ้างจะได้รับการคุ้มครองที่ดีกว่าประเทศที่รัฐบาลไม่มีระบบรองรับ แต่ถึงกระนั้น เมื่อรัฐบาลทั้งหลายจะพิจารณาออกมาตรการทางการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งต่อไป จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการวางกำลังพลและการจัดหางานใหม่ในตลาดแรงงาน รวมถึงการให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดแรงงาน การเป็นตัวกลางในตลาดแรงงานเพื่อให้บริการจับคู่แรงงานกับนายจ้าง ตลอดจนให้ความช่วยเหลือในการหางาน ซึ่งแม้ว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา นโยบายต่าง ๆ ที่กล่าวไปนี้ ประสบความสำเร็จในการใช้บริหารจัดการจำนวนคนว่างงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่จากวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดที่ขยายวงกว้างมากขึ้นในปัจจุบัน มาตรการของรัฐดังกล่าวยิ่งมีความจำเป็นต่อการนำมาใช้อย่างทั่วถึง และต้องพร้อมที่จะใช้บริหารจัดการในช่วงเวลาฟื้นฟูเศรษฐกิจภายหลังการระบาด

 

4. การประเมินค่างานใหม่และพัฒนาคุณภาพงาน (Revalue essential work and improve the quality of jobs)

วิกฤตการณ์โควิด-19 จะสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาว เนื่องจากความรุนแรงของสถานการณ์การแพร่ระบาดได้สร้างบาดแผลให้แก่ห่วงโซ่คุณค่าทั่วโลก  หลายธุรกิจได้ปรับแผนการทำงานและนำมาตรการการทำงานใหม่มาใช้ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดตามนโยบายของรัฐบาล และบริหารค่าใช้จ่ายขององค์กรในสถานการณ์ที่รายได้ลดลงอย่างฉับพลัน

ประเทศไทยก็เช่นกัน รัฐบาลไทยได้ประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ฉุกเฉิน และขอความร่วมมือให้นายจ้างอนุญาตให้พนักงานทำงานจากที่บ้านได้ (Work From Home – WFH) ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลงและปรับตัวเพื่อดำเนินธุรกิจให้ได้อย่างต่อเนื่องท่ามกลางข้อจำกัดต่างๆ เพื่อยับยั้งการระบาด ด้วยเหตุนี้ การทำงานจากที่บ้าน หรือที่อื่น ๆ (สำหรับอนาคต) จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ อันนำมาสู่การทบทวนบทบาท มูลค่าและคุณภาพงานใหม่อีกครั้ง  เมื่อความพร้อมและประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานต้องสามารถวัดผลได้แม้ต้องทำงานจากที่บ้าน หรือที่อื่น ๆ

ธุรกิจส่วนใหญ่จะลดขนาดลง จากความต้องการของตลาดที่หดตัว ทำให้อาจมีนโยบายไม่รับบุคลากรเพิ่ม ไปจนถึงลดจำนวนพนักงานลงและเริ่มนำเทคโนโลยีมาใช้ในบางงาน  การดำเนินธุรกิจในสถานการณ์แบบนี้ องค์กรจะประเมินความคุ้มค่า และมูลค่างาน รวมทั้งยกระดับความคาดหวังต่อคุณภาพงานสูงขึ้นต่ออัตรากำลังพลที่มีอยู่ ส่งผลให้พนักงานมีแนวโน้มที่จะปรับพฤติกรรมการทำงานให้ดีขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงในการสูญเสียงาน

การเปลี่ยนแปลงนี้ ก็คล้ายกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีตที่ผ่านมา ช่วงหลังจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในช่วงทศวรรษ 1930 (Great Depression) และหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เราได้เริ่มเห็นแรงงานมีวันหยุดสุดสัปดาห์และได้รับสิทธิอื่น ๆ ของแรงงานอย่างเป็นทางการ ในสหรัฐอเมริกา รวมถึงการเกิดขึ้นของระบบสวัสดิการสุขภาพและรายได้ ตลอดจนการลงทุนด้านการศึกษาอย่างทั่วถึงในทวีปยุโรป

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปัจจุบัน โครงสร้างทางเศรษฐกิจจะเปลี่ยนแปลงไปแล้ว แต่กฎหมาย มาตรฐาน และค่าจ้าง กลับไม่ได้รับการปรับเปลี่ยนให้มีความเหมาะสม ท่ามกลางวิกฤตครั้งนี้ รัฐบาล ภาคธุรกิจ และสหภาพแรงงาน จึงควรทำงานร่วมกันเพื่อปรับปรุงข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับตลาดแรงงานให้มีความทันสมัยมากขึ้น

 

5. ความร่วมมือของทุกภาคส่วนคือสิ่งสำคัญ (A collaborative recovery, reset and rebuild)  

ความร่วมมือระหว่างนายจ้าง ภาครัฐและลูกจ้างจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการฟื้นฟูสถานการณ์ทั้งในระดับชาติและระดับโลก ผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ที่เกิดขึ้น ทำให้การปกป้องตลาดแรงงานและรักษาความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง การดูแลนายจ้างทั้งรายเล็กและรายใหญ่ไม่ให้หมดแรงก่อนวิกฤตสิ้นสุด และการจัดระบบสวัสดิการรายได้สนับสนุนให้แก่ลูกจ้างและครัวเรือน เป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการโดยทันที

วิกฤตโรคระบาดครั้งนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เหมาะสม และความไม่เท่าเทียมนานัปการในระบบที่ผ่านมาอย่างชัดเจน แต่นั่น ก็กระตุ้นให้ผู้นำระดับโลกได้ปรับความคิด เปลี่ยนมุมมองใหม่โดยให้คุณค่าต่อชีวิต ศักยภาพ และการดำรงชีวิตของมนุษย์ ตรงนี้เองคือหน้าต่างแห่งโอกาสบานใหม่ของการลงทุนในสินทรัพย์ที่ล้ำค่าที่สุด นั่นคือ – ทุนมนุษย์

 

ที่มา : World Economic Forum (WEF)

 

 

 

 

 

 

 

 

 


[1] ภาคธุรกิจประเภทหนึ่งที่ กิจกรรมทางเศรษฐกิจเกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าและบริการเพื่อดูแลร่างกาย อารมณ์ และความต้องการต่าง ๆ ของผู้ใช้งาน ได้แก่ การดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ  การดูแลด้านสุขภาพ การศึกษา รวมทั้ง การพักผ่อนในเวลาว่างและงานบริการส่วนบุคคล เป็นต้น

[2] เทรนด์การทำงานในยุคใหม่ที่ลูกจ้างรับทำงานเป็นครั้งไม่เป็นลูกจ้างประจำของที่ใดที่หนึ่งเพียงแห่งเดียว

[3]WEF,2020,Jobs of Tomorrow, available at https://www.weforum.org/reports/jobs-of-tomorrow-mapping-opportunity-in-the-new-economy

[4] https://www.scb.co.th/th/personal-banking/stories/business-maker/thailand-after-covid-ep1.html

 

ประเด็นหลักที่เกี่ยวข้อง

  • การขับเคลื่อนธุรกิจในภูมิทัศน์โลกใหม่ (Lead your Businesses through the New World Landscape)

    21 กรกฎาคม 3106

    จากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก ที่ในระยะแรกเป็นเพียงประเด็นด้านสาธารณสุขเท่านั้น แต่ขณะนี้ได้ขยายวงกว้างและลุกลาม จนส่งผลกระทบมหาศาลต่อเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของทุกประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น ยังส่งผลให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อรับมือวิกฤตครั้งนี้ในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับโลก (Global Perspective) ระดับองค์กร (Business Perspective) และการดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคม (Individual Perspective) ตามวิถีใหม่ (New Normal)

  • การใช้ข้อมูลเพื่อกำหนดกลยุทธ์การให้ที่ดีสำหรับนักธุรกิจผู้ใจบุญ (How philanthropists can harness data to make the world a better place)

    11 พฤศจิกายน 2563

    ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน  มีนักธุรกิจใจบุญมากมายที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ย้อนไปตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 อาทิ  จอห์น ดี. ร็อกเกอะเฟลเลอร์ นักธุรกิจชาวอเมริกันเจ้าของกิจการน้ำมันผู้ร่ำรวย และ เฮนรี ฟอร์ด ผู้ก่อตั้งบริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ มาจนถึงผู้นำธุรกิจในยุคปัจจุบันอย่างบิลและเมลินดา เกตส์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสำหรับช่วยเหลือคนในประเทศกำลังพัฒนา  และ วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีระดับโลก ราชานักลงทุนและเจ้าของบริษัท Berkshire Hathaway

  • อนาคตของพลวัตวิถีเศรษฐกิจด้านสุขภาพ (Centering Health: pathways in the global health economy 2026)

    2 พฤศจิกายน 2563

    กล่าวได้ว่าสุขภาพนั้นถือเป็นปัจจัยสำคัญในการประกอบร่างสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา การดูแลสุขภาพได้รับการพัฒนาผ่านการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม เทคโนโลยี และการปรับโครงสร้างบริการด้านสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันได้มุ่งเน้นไปที่การมีส่วนร่วมของผู้บริโภค แม้ว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อการมีสุขภาพที่ยั่งยืนจะเพิ่มขึ้น แต่เราสามารถคาดการณ์ถึงเศรษฐกิจสุขภาพระดับโลกที่แข็งแกร่งสิบปีนับจากนี้ได้ โดยเป้าหมายการเป็นเศรษฐกิจด้านสุขภาพระดับโลกในปี พ.ศ. 2569 ไม่เพียงเป็นการผลิตสินค้าและบริการด้านสุขภาพสำหรับคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น แต่ในระบบเศรษฐกิจนี้ ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและสังคมจะถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของสุขภาพ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงค่าใช้จ่ายเพื่อพัฒนาสุขภาพสำหรับคนจำนวนมากเท่านั้น แต่แท้จริงแล้ว ยังถือเป็นการลงทุนอีกด้วย

  • ผนึกกำลังผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ แนะแนวทางสร้างเมืองที่ยั่งยืน

    2 พฤศจิกายน 2563

    COVID-19 คือปัญหาระยะสั้น แต่ ภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาระยะยาว

     “Sustainability Forum 2000 : Creating a Resilient City” ที่จัดโดย TMA ความรู้และความเห็นในแง่มุมต่างๆ โดยผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารจากองค์กรชั้นนำทั้งในประเทศและระดับโลก