ประเด็นหลัก

อนาคต Supply Chain...เมื่อโควิด-19 ผ่านพ้น (A Post COVID-19 Outlook: the future of the supply chain)
16 กันยายน 2563

 

อนาคต Supply Chain...เมื่อโควิด-19 ผ่านพ้น
(A Post COVID-19 Outlook: the future of the supply chain)

     การระบาดของไวรัสโควิด-19 ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงระบบ Supply chain ที่ต้องเผชิญกับวิกฤตที่ไม่เคยมีมาก่อน และเป็นเหตุให้เราต้องกลับมาทบทวนสิ่งที่ดำเนินการกันอยู่อีกครั้งหนึ่ง


     ไม่กี่เดือนก่อนวิกฤตโควิด-19 จะเกิดขึ้น ความตึงเครียดทางการค้าได้ทวีความรุนแรง สืบเนื่องจากประเด็นสงครามทางการค้าระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐประชาชนจีน ส่งผลกระทบขยายวงกว้างไปยังหลายประเทศทั่วโลก โดยการกีดกันทางการค้า ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและอุปสรรคทางด้านการเงินใหม่ ๆ ทำให้เกิดความท้าทายและความกังวลในเครือข่ายโลจิสติกส์ทั่วโลก 
 

     ปัจจุบัน เครือข่าย Supply chain ในระดับโลก ถูกพัฒนาให้สามารถใช้เวลาในการขนส่งสั้นที่สุด ด้วยราคาที่ต่ำที่สุด เรารู้ว่าหากเราอยากได้สินค้าราคาประหยัด สินค้าเหล่านั้นมักผลิตในประเทศจีน  Supply chain ในปัจจุบันจึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้เราสามารถซื้อสินค้าจากประเทศจีนได้โดยง่ายแม้เราจะอาศัยอยู่ในอีกมุมของโลก   ก็ตาม
 

     อย่างไรก็ดี การพัฒนาอย่างรวดเร็วด้านการเมือง แนวโน้มการบริโภคสินค้าเฉพาะกลุ่ม (Niche products) ที่เพิ่มขึ้น จวบจนโรคระบาดที่แพร่กระจายเป็นวงกว้างทั่วโลกขณะนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงจุดอ่อนของโมเดลการผลิต โดยเผยให้เห็นต้นทุนแฝงของการพึ่งพิงแหล่งวัตถุดิบเพียงแหล่งเดียวหรือไม่กี่แหล่ง และความยืดหยุ่นที่น้อยในการปรับตัวต่อวิกฤต ทำให้ Supply chain ของโลกยุคใหม่เผชิญกับความท้าทาย ส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Supply chain ต้องประเมินสถานการณ์กันอย่างจริงจัง และเริ่มเปลี่ยนแปลงโครงสร้างให้มีความยืดหยุ่น รวมถึงมีแหล่งที่มาของวัตถุดิบที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่ง International Institute for Management Development (IMD) ได้คาดการณ์การปรับตัวที่จะเกิดขึ้นในโครงสร้าง Supply chain ทั้ง 3 มิติ ดังต่อไปนี้ 

     1.    จากโลกาภิวัตน์สู่ภูมิภาคาภิวัตน์ (From Globalization to Regionalization)
     ทาง IMD คาดว่าศูนย์กลางโลจิสติกส์ในโลกหลังโควิด-19 จะปรากฎขึ้นในระดับภูมิภาค  เพื่อลดการพึ่งพิงทรัพยากรจากแหล่งเดียว และสร้าง Supply chain ที่ยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้ ทำให้สามารถจัดหาวัตถุดิบ ประกอบ และส่งมอบสินค้าได้จากภายในประเทศหรือแหล่งที่อยู่ใกล้กันมากขึ้น แม้ว่าปัจจุบัน ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของโลก จะพึ่งพิงแหล่งวัตถุดิบ รวมถึงส่วนประกอบย่อยจากสาธารณรัฐประชาชนจีนถึง ร้อยละ 40 และด้วยปริมาณของวัตถุดิบที่ต้องการจำนวนมากที่มีระยะเวลาการส่งมอบที่แตกต่างกัน  จึงเป็นความท้าทายอย่างมากต่อการจัดตั้งศูนย์กลางโลจิสติกส์ในระดับภูมิภาค อย่างไรก็ตาม ความท้าทายนี้ก็ถือว่าคุ้มค่าสำหรับโลกหลังวิกฤตโควิด-19 เพราะมีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากผลกระทบของการนำเข้าวัตถุดิบหรือพึ่งพิงทรัพยากรจากแหล่งเดียวแล้ว เช่น อุตสาหกรรมยาในทวีปยุโรป จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ภายในทวีปเป็นวงกว้าง ทำให้ปริมาณความต้องการยารักษาโรคเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากอย่างฉับพลัน แต่บริษัทยาในยุโรปขณะนั้นต้องนำเข้าส่วนประกอบสำคัญสำหรับการผลิตยากว่าร้อยละ 80 จากสาธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศอินเดียที่ต่างก็เผชิญกับปัญหาของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ภายในประเทศเช่นกัน

 

     สิ่งนี้ทำให้คาดการณ์ได้ว่าหลังวิกฤตครั้งนี้ผ่านไป รัฐบาลยุโรปจะปรับตัวเพื่อทำให้มั่นใจได้ว่าสามารถจัดหาแหล่งวัตถุดิบจากภายในภูมิภาค ซึ่งเราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงสู่การมีศูนย์กลางโลจิสติกส์ในระดับภูมิภาคอย่างแน่นอน                        

     2.    Supply Chain ในฐานะตัวเอกตัวใหม่และความพร้อมรับมือวิกฤต (The supply chain: The new protagonist and the stress test)
     ความล่มสลายของระบบการเงินที่ผ่านมา ส่งผลให้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 สถาบันการเงินทั่วโลกจำเป็นต้องผ่านการทดสอบภาวะวิกฤต (Stress test) เพื่อแน่ใจได้ว่ามีความพร้อมรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับบริษัทเทคโนโลยีที่ต้องผ่านการทดสอบการเจาะระบบ (Penetration test) เพื่อตรวจสอบกลไกความปลอดภัยทางไซเบอร์ และสามารถรับมือการโจมตีทางไซเบอร์อย่างต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตัวอย่างเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าการทดสอบภาวะวิกฤตของ Supply chain จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ในโลกหลังวิกฤตโควิด-19  เพราะโมเดลธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการมีต้นทุนต่ำที่สุดจะถึงจุดสิ้นสุด และโมเดลใหม่ที่เหมาะสมกว่าจะเกิดขึ้น โดย Supply chain จะกลายมาเป็นตัวเอกตัวใหม่ในการขับเคลื่อนองค์กร จากที่ในอดีตมีบทบาทเพียงแค่เป็น “ผู้อยู่เบื้องหลัง (Behind the scenes)”

 

     IMD กล่าวว่า ปริมาณการผลิตจะมีแนวโน้มไม่แน่นอนมากขึ้น ทำให้ Supply chain จะต้องปรับตัวได้ดีขึ้น โดยซัพพลายเออร์รายใหญ่และผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์จำเป็นต้องมีความพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ไฟป่า หรือน้ำท่วม การหยุดงานประท้วง ความไม่สงบในสังคม รวมถึงการแพร่ระบาดของโรคด้วย
 

   ทั้งนี้ เทคโนโลยีจะกลายมาเป็นวิถีใหม่ในห่วงโซ่มูลค่าของ Supply chain อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่     ซัพพลายเออร์ไปจนถึงผู้บริโภคขั้นสุดท้าย โดยเฉพาะการเข้าถึงและเชื่อมโยงข้อมูลของแหล่งทรัพยากรต่าง ๆ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งและจำเป็นต้องมีการพัฒนาให้ดีขึ้นอยู่เสมอ

     3.    การกลับมามีบทบาทสำคัญของมนุษย์  (The human dimension is back: Manual steering and volume flexibility)
     มนุษย์จะกลับมามีบทบาทสำคัญในการปรับสมดุลของระบบ Supply chain ในระดับโลก ทั้งในช่วงเวลาวิกฤตนี้และต่อไปในอนาคต เพราะโมเดลทางสถิติที่แสดงผลรายงานต่าง ๆ กลับไร้ประโยชน์ในช่วงที่มีเหตุการณ์ไม่ปกติหรือการเปลี่ยนแปลงที่ไม่สามารถคาดเดาได้เกิดขึ้น เช่น เมื่อเกิดการระบาดของโรค ซึ่งแม้ว่าเราต้องการโมเดลเหล่านี้สำหรับให้บุคลากรใน Supply chain ใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้ อย่างไรก็ตาม มนุษย์ควรเป็น     ผู้ตัดสินใจด้วยตนเอง ดังนั้น ทรัพยากรมนุษย์จึงถือเป็นกุญแจสำคัญ

 

     โดย IMD ได้เสนอให้องค์กรนำแนวคิดจิโดกะ (Jidoka)  หรือ Toyota Principle of “Autonomation” ซึ่งเป็นหลักการที่ว่าด้วยระบบอัตโนมัติที่มีการกำกับดูแลโดยมนุษย์มาปรับใช้ภายในองค์กร  แนวคิดจิโดกะนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นหลักการที่สามารถนำไปปรับใช้ได้มากที่สุดกับทุกองค์กร เพราะเป็นการใช้ระบบอัตโนมัติเพียงประมาณร้อยละ 80-90 แต่ยังเปิดโอกาสที่เหลืออีกร้อยละ 10-20 ให้มนุษย์สามารถใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญในการปรับปรุงพัฒนาการทำงานของระบบได้ และแม้ว่าวิกฤตครั้งนี้ จะทำให้อัตราการว่างงานพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก แต่ในบางอุตสาหกรรมกลับประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน เช่น อุตสาหกรรมสุขภาพ ภาคการเกษตร รวมถึงร้านสะดวกซื้อต่าง ๆ บริษัท Amazon ประกาศรับสมัครงาน 100,000 ตำแหน่งใหม่ เพื่อเติมเต็มศูนย์กระจายสินค้าและงานจัดส่งสินค้า จะเห็นว่า เทคโนโลยีได้ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อธุรกิจ e-commerce อย่างมีประสิทธิภาพ และก็ได้สร้างตำแหน่งงานใหม่ให้แก่มนุษย์ตั้งแต่ศูนย์กระจายสินค้าจนถึงการส่งมอบสินค้าหน้าประตูให้แก่ลูกค้า เช่น พนักงานขับรถส่งของหรือผู้ควบคุมอุปกรณ์ โดรน ดังนั้น แรงงานมนุษย์ จำเป็นที่จะต้องได้รับการบริหารจัดการอย่างยิ่งในช่วงเวลาวิกฤตนี้ เพราะถือเป็นตัวแปรสำคัญในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ
 

     การแพร่ระบาดของโควิด-19 ครั้งนี้ ได้เผยให้เห็นถึงจุดอ่อนของระบบการผลิตในโลกยุคโลกาภิวัฒน์ และเพื่อที่จะรับมือวิกฤต เราจำเป็นต้องกลับมาคิดทบทวนเกี่ยวกับ Supply chain อีกครั้ง โดยเป้าหมายระยะกลางที่เราควรให้ความสนใจ คือ การปรับปรุงพัฒนา Supply chain ให้กลายเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของธุรกิจ เน้น Supply chain ในระดับภูมิภาคมากขึ้น  และสุดท้ายคือการให้ความสำคัญกับทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเป็นปัจจัยที่จะช่วยให้ธุรกิจมีความคล่องตัว (agile business) และสามารถนำพาองค์กรผ่านพ้นวิกฤติสู่ความสำเร็จได้ในท้ายที่สุด


ที่มา : International Institute for Management Development (IMD)

 

 

[1] Jidoka (自働化) คือหลักการที่ว่าด้วยระบบอัตโนมัติที่เพิ่มฟังก์ชั่นการกำกับดูแลโดยมนุษย์  ข้อมูลเพิ่มที่ https://blog.toyota.co.uk/jidoka-toyota-production-system

ประเด็นหลักที่เกี่ยวข้อง

  • การขับเคลื่อนธุรกิจในภูมิทัศน์โลกใหม่ (Lead your Businesses through the New World Landscape)

    21 กรกฎาคม 3106

    จากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก ที่ในระยะแรกเป็นเพียงประเด็นด้านสาธารณสุขเท่านั้น แต่ขณะนี้ได้ขยายวงกว้างและลุกลาม จนส่งผลกระทบมหาศาลต่อเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของทุกประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น ยังส่งผลให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อรับมือวิกฤตครั้งนี้ในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับโลก (Global Perspective) ระดับองค์กร (Business Perspective) และการดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคม (Individual Perspective) ตามวิถีใหม่ (New Normal)

  • การใช้ข้อมูลเพื่อกำหนดกลยุทธ์การให้ที่ดีสำหรับนักธุรกิจผู้ใจบุญ (How philanthropists can harness data to make the world a better place)

    11 พฤศจิกายน 2563

    ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน  มีนักธุรกิจใจบุญมากมายที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ย้อนไปตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 อาทิ  จอห์น ดี. ร็อกเกอะเฟลเลอร์ นักธุรกิจชาวอเมริกันเจ้าของกิจการน้ำมันผู้ร่ำรวย และ เฮนรี ฟอร์ด ผู้ก่อตั้งบริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ มาจนถึงผู้นำธุรกิจในยุคปัจจุบันอย่างบิลและเมลินดา เกตส์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสำหรับช่วยเหลือคนในประเทศกำลังพัฒนา  และ วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีระดับโลก ราชานักลงทุนและเจ้าของบริษัท Berkshire Hathaway

  • อนาคตของพลวัตวิถีเศรษฐกิจด้านสุขภาพ (Centering Health: pathways in the global health economy 2026)

    2 พฤศจิกายน 2563

    กล่าวได้ว่าสุขภาพนั้นถือเป็นปัจจัยสำคัญในการประกอบร่างสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา การดูแลสุขภาพได้รับการพัฒนาผ่านการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม เทคโนโลยี และการปรับโครงสร้างบริการด้านสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันได้มุ่งเน้นไปที่การมีส่วนร่วมของผู้บริโภค แม้ว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อการมีสุขภาพที่ยั่งยืนจะเพิ่มขึ้น แต่เราสามารถคาดการณ์ถึงเศรษฐกิจสุขภาพระดับโลกที่แข็งแกร่งสิบปีนับจากนี้ได้ โดยเป้าหมายการเป็นเศรษฐกิจด้านสุขภาพระดับโลกในปี พ.ศ. 2569 ไม่เพียงเป็นการผลิตสินค้าและบริการด้านสุขภาพสำหรับคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น แต่ในระบบเศรษฐกิจนี้ ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและสังคมจะถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของสุขภาพ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงค่าใช้จ่ายเพื่อพัฒนาสุขภาพสำหรับคนจำนวนมากเท่านั้น แต่แท้จริงแล้ว ยังถือเป็นการลงทุนอีกด้วย

  • ผนึกกำลังผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ แนะแนวทางสร้างเมืองที่ยั่งยืน

    2 พฤศจิกายน 2563

    COVID-19 คือปัญหาระยะสั้น แต่ ภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาระยะยาว

     “Sustainability Forum 2000 : Creating a Resilient City” ที่จัดโดย TMA ความรู้และความเห็นในแง่มุมต่างๆ โดยผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารจากองค์กรชั้นนำทั้งในประเทศและระดับโลก