ประเด็นหลัก

สงครามโรคระบาดที่ไม่มีวันจบเพราะน้ำมือเรา (Scientists warn worse pandemics are on the way if we don’t protect nature)
19 ตุลาคม 2563

 

 

สงครามโรคระบาดที่ไม่มีวันจบเพราะน้ำมือเรา

(Scientists warn worse pandemics are on the way if we don’t protect nature)

 

  • ผู้เชี่ยวชาญได้กล่าวเตือนว่า โรคระบาดเช่นโควิด-19 จะเกิดบ่อยครั้งขึ้น หากเราไม่หยุดทำลายและสร้างความเสียหายต่อธรรมชาติ
  • คาดว่ามีไวรัสที่ยังไม่ถูกค้นพบในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและนกน้ำอีกกว่า 1.7 ล้านชนิด ที่เชื้อสามารถติดต่อสู่มนุษย์ได้
  • การทำลายป่าอย่างรุนแรง การขยายพื้นที่การเกษตรและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ทำให้เราอาจต้องเผชิญหายนะทางธรรมชาติและโรคระบาดรวดเร็วขึ้น

 

WEF รายงานว่าผู้เชี่ยวชาญด้านความหลากหลายทางชีวภาพได้เตือนเกี่ยวกับโรคระบาดในอนาคตว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากมนุษย์ยังไม่ยุติการทำลายธรรมชาติ โดยข้อมูลดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ผ่านทาง The Intergovernmental Science-Policy Platform on Biodiversity and Ecosystem Services (IPBES)[1] ซึ่งชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงที่ตรงประเด็นที่สุดว่า เผ่าพันธุ์เดียวที่เป็นผู้รับผิดชอบผลกระทบของโคโรน่าไวรัสคือ มนุษย์เรา เพราะกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมต่าง ๆ ในระบบเศรษฐกิจและการเงินซึ่งเราพยายามผลักดันให้เติบโตโดยละเลยความเสียหายที่มีต่อธรรมชาติ

ดังนั้น ในการที่จะก้าวผ่านความท้าทายของวิกฤตการณ์นี้ไปให้ได้คือ การหลีกเลี่ยงที่จะหว่านเมล็ดพันธุ์ความเสียหายอันต่อไป โดยรัฐบาลทั้งหลายควรคิดริเริ่มผนวกไอเดียที่จะสร้างผลลัพธ์ในเชิงบวกต่อธรรมชาติและคำนึงถึงมิติความยั่งยืนในแผนการฝ่าวิกฤติครั้งนี้

โรคระบาดต่าง ๆ เช่น โควิด-19 เกิดขึ้นจากการที่ร่างกายติดเชื้อจุลินทรีย์ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วมากกว่า 70 ของโรคติดเชื้อเหล่านี้มีต้นตอจากสัตว์ป่าและกิจกรรมในการเพาะพันธุ์สัตว์ต่างๆ เมื่อจำนวนคนที่ไปสัมผัสกับสัตว์เหล่านั้นโดยตรงมีเพิ่มมากขึ้น และบ่อยครั้งถูกทำร้ายเป็นบาดแผลและได้กลายเป็นที่มาของการติดเชื้อ

การทำลายป่าอย่างรุนแรง และการขยายพื้นที่เพาะปลูกอย่างไร้การควบคุม ระบบการเกษตรแบบเข้มข้น[2] การทำเหมืองแร่ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนการหาประโยชน์จากสัตว์ป่าอย่างไม่ถูกต้อง ได้นำมาสู่การก่อร่างสร้าง “พายุอันสมบูรณ์” ของโรคที่จะข้ามจากสัตว์มาสู่คน ซึ่งเหตุการณ์นี้มักจะเกิดขึ้นในพื้นที่ชุมชนที่อยู่อาศัยและเสี่ยงต่อการพัฒนาเป็นโรคติดเชื้อต่าง ๆ

พฤติกรรมของมนุษย์ได้สร้างผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อพื้นที่กว่าสามในสี่ส่วนของพื้นดินบนผิวโลก มากกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ชุ่มน้ำได้ถูกทำลาย โดยกว่าสามส่วนของพื้นดินและน้ำจืดเกือบร้อยละ 75 ที่มีอยู่ของโลกถูกใช้เพื่อการผลิตพืชทางเศรษฐกิจและฟาร์มปศุสัตว์ การค้าขายสัตว์ป่าโดยปราศจากกฎเกณฑ์ และการเติบโตอย่างก้าวหน้าของการเดินทางทางอากาศทั่วโลก ทำให้เชื้อไวรัสที่จากเดิมเคยหมุนเวียนอยู่ในสัตว์ตระกูลค้างคาวที่มีถิ่นอาศัยอยู่แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างสงบ ได้ถูกปลุกขึ้นมาแพร่ระบาดในคนกว่า 3 ล้านคน นำมาซึ่งความเสียหายต่อการดำรงชีวิต เศรษฐกิจและสังคมทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม นี่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เมื่อโรคระบาดจากสัตว์สู่คน ได้คร่าชีวิตผู้คนอยู่แล้วประมาณปีละ 7 แสนราย แต่คาดว่ายังมีเชื้อไวรัสที่ไม่ถูกค้นพบอีกกว่า 1.7 ล้านชนิด ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและนกน้ำ ซึ่งสามารถติดต่อสู่คนได้  ดังนั้น จึงเป็นไปได้ว่าจะยังมีโรคอื่น ๆ ที่มีศักยภาพในการสร้างความเสียหายอย่างเฉียบพลันและเป็นอันตรายถึงชีวิตมากเสียยิ่งกว่าโรคโควิด-19

การเติบโตของกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้สร้างโอกาสที่โรคระบาดในอนาคตจะมาเยือนบ่อยครั้งขึ้น แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วมากขึ้น และมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ตลอดจนคร่าชีวิตผู้คน หาก “เราทุกคน” ยังไม่ใส่ใจผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากสิ่งต่างๆ ที่เราเลือกจะทำในวันนี้

ณ เวลานี้ เราจำเป็นจะต้องแน่ใจว่า ทางเลือกในการกระทำเพื่อลดผลกระทบจากโรคระบาดปัจจุบันให้ได้นั้น จะไม่เป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะนำไปสู่การระบาดรอบใหม่หรือวิกฤติอื่น ๆ ในอนาคต ทั้งนี้ อาจมี 3 สิ่งสำคัญซึ่งควรได้รับการพิจารณาดำเนินการระหว่างการวางแผนกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจในช่วงวิกฤต ได้แก่

 

ประการแรก กฎหมายด้านสิ่งเเวดล้อมต้องเข้มแข็งและถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง พร้อมกับมาตรการจูงใจให้ร่วมกันทำกิจกรรมในเชิงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างความยั่งยืน

 

ประการที่สอง เราควรนำแนวคิด “One Health” มาใช้ในทุกระดับการตัดสินใจ ทั้งในระดับโลกและระดับท้องถิ่น[3] การเข้าใจถึงความเชื่อมโยงอันสลับซับซ้อนของสุขภาพคน สัตว์ พืช และสิ่งแวดล้อม ที่สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ร่วมแบ่งปันกันเป็นสิ่งสำคัญ ยกตัวอย่างเช่น กรมป่าไม้ จะควบคุมและป้องกันการทำลายป่าไม้ และการหาผลประโยชน์จากป่า แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นดังกล่าวมิได้ยุติลงที่ผู้กระทำความผิดถูกดำเนินคดี เพราะการกระทำดังกล่าวมีผลกระทบต่อเนื่อง เชื่อมโยงถึงระบบสุขภาพของสาธารณชนและกระทบโดยตรงต่อชุมชนในพื้นที่ ซึ่งสังคมจ่ายผลของการกระทำดังกล่าวด้วยการเผชิญกับภัยพิบัติหรือโรคร้าย เช่น ที่ผ่านมาประเทศไทย (และหลายพื้นที่ทั่วโลกเช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน)ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากภาวะฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่าง PM2.5 ในอากาศสูง ครอบคลุมทุกพื้นที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเหนือ จากสาเหตุหลักเพราะการเผาไร่นา กิจกรรมเก็บรังผึ้ง ซึ่งในหลายครั้งลุกลามไปเป็นการเผาป่า เพราะไม่สามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ สร้างความเสียหายรุนแรงต่อทั้งสุขภาพ การดำเนินชีวิตที่ไม่สามารถทำได้ปกติซึ่งส่งผลกระทบต่อกันเป็นทอด ๆ เมื่อไม่สามารถเข้าถึงอากาศบริสุทธิ์ได้ ทั้งการเดินทางไปทำงาน/การไปโรงเรียน และการทำกิจกรรม Outdoor ต่างๆ เป็นต้น ดังนั้น หากนำหลักการ “One Health” มาปรับใช้ช่วยสร้างความมั่นใจ โดยในการตัดสินใจจะนำต้นทุนระยะยาวมาคำนวณด้วย เพื่อผลลัพธ์ของการพัฒนาที่ดีกว่าสำหรับทั้งคนและสิ่งแวดล้อม

 

ประการที่สาม สนับสนุนให้มีการจัดตั้งกองทุนและระดมทรัพยากรเพื่อพัฒนาระบบสุขภาพอย่างเหมาะสมและกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในเชิงบวกเพื่อเป็นปราการในการป้องกันความเสี่ยงของการเกิดโรคระบาด โดยการดำเนินการดังกล่าวหมายถึงการระดมทรัพยากรทางการเงินระดับนานาชาติเพื่อสร้างหน่วยดูแลสุขภาพที่มีศักยภาพในการรับมือเมื่อเกิดโรคในท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น คลินิก/โปรแกรมตรวจตราหรือควบคุม (โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือที่เกิดขึ้นในสังคมท้องถิ่นและคนในพื้นที่) การสำรวจพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคระบาด และโปรแกรมการแทรกแซงที่จำเป็นในกิจกรรมที่มีแนวโน้มนำไปสู่ความเสี่ยง โดยแนวทางนี้เป็นการนำเสนอทางเลือกที่เป็นไปได้และยั่งยืนสำหรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงสูงเพื่อปกป้องสุขภาพที่เปราะบาง ซึ่งนี่ไม่ได้เป็นเพียงมาตรการที่เป็นไปตามหลักปฏิบัติที่เห็นแก่ผลประโยชน์ของผู้อื่นเป็นที่ตั้ง แต่เป็นการลงทุนที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งยวดเพื่อหวังผลในการป้องกันมิให้เกิดโรคระบาดระดับโลกหรือลดระดับความรุนแรงของโรคระบาดที่อาจจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า

 

บางที สิ่งสำคัญและจำเป็นที่สุดที่เราต้องการคือการเปลี่ยนแปลงที่มีพลัง ซึ่งตามที่ IPBES เคยเน้นย้ำไว้ในรายงานการประเมินผลระดับโลกเมื่อปีที่แล้วว่า สิ่งมีชีวิตถึง 1 ล้านสายพันธุ์ทั้งพืชและสัตว์ เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ภายในทศวรรษหน้า ซึ่งพลังเพื่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้น รวมถึงการปรับองค์กรและระบบอย่างครอบคลุม ตั้งแต่ระดับฐานราก ปัจจัยทางเทคโนโลยี เศรษฐกิจและสังคม รวมถึงกระบวนทัศน์ เป้าหมาย ค่านิยมในการส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในทุกภาคส่วน แม้ว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจฟังดูยากและมีค่าใช้จ่ายสูง แต่เชื่อมั่นได้ว่า หากพวกเราทุกคนยังปฏิบัติเช่นเดิม ต้นทุนที่เราได้จ่ายไปแล้วและกำลังจะต้องจ่ายเพิ่มขึ้นอีกมากในอนาคตนั้น สูงกว่ามูลค่าที่เราลงทุนเพื่อร่วมกันสร้างให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน

การรับมือกับวิกฤติโควิด-19 ปลุกเราให้ตื่นขึ้นมาเพื่อยอมรับและร่วมกันใส่ใจที่จะเปลี่ยนแปลงและปรับตัวจาก “การดำเนินธุรกิจแบบเดิมในภาวะปกติ (Business As Usual) ”   เพื่อสามารถฟื้นฟูให้ดีกว่าเดิมและผงาดขึ้นมาจากวิกฤติครั้งนี้โดยเข้มแข็งขึ้นและยืดหยุ่นขึ้นกว่าเดิม แต่ต้องเลือกนโยบายและการกระทำที่แตกต่างเพื่อปกป้องธรรมชาติ และจากนั้นธรรมชาติก็จะช่วยดูแลพวกเรา

 

ที่มา: World Economic Forum (WEF)

 


[1] IPBES (The Intergovernmental Science-Policy Platform on Biodiversity and Ecosystem Services) คือ องค์กรที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างรัฐบาลเพื่อให้การทำงานทางด้านวิทยาศาสตร์และนโยบายในประเด็นด้านความหลากหลายทางชีวภาพและนิเวศวิทยาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ บอนน์ ประเทศเยอรมนี

[2] ระบบนี้เกิดจากกระแสการพัฒนาสังคมที่มุ่งเน้นการพัฒนาทางเศรษฐกิจ เน้นการผลิตเพื่อการค้า (Cash Farming) เป็นระบบที่ใช้เทคโนโลยีมาก เช่น เครื่องจักร ปุ๋ยเคมีสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช ใช้พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ที่ได้รับการพัฒนาจากการผสมพันธุ์และคัดเลือก เป็นการผลิตที่ต้องการปัจจัยการผลิตสูง

[3] ที่ว่าด้วยการบูรณาการการทำงานร่วมกันของหลายสาขาวิชาชีพเพื่อแก้ปัญหาที่สลับซับซ้อนที่เกิดจากผลกระทบร่วมกันระหว่างมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปสู่การมีสุขภาพดีแบบองค์รวม เนื่องจากโลกในยุคปัจจุบัน มนุษย์รวมตัวกันอยู่อาศัยในสังคมเมืองมากขึ้น และการมีสัตว์เลี้ยงในบ้านเป็นเรื่องปกติ ประกอบการกับเดินทางไปมาหาสู่ระหว่างพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลกสามารถทำได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว  ขณะเดียวกัน สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติก็เปลี่ยนแปลงและปรับตัว ซึ่งส่งผลให้เกิดโรคใหม่ๆ ที่สามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว ทั้งระหว่างมนุษย์ด้วยกัน และมนุษย์และสัตว์เพราะสภาพแวดล้อมที่กล่าวไปข้างต้น ดังนั้น แนวคิดเรื่อง One Health จึงเกิดขึ้นจากความพยายามบูรณาการการทำงานร่วมกันของหลายสาขาวิชาชีพเพื่อแก้ปัญหาที่สลับซับซ้อนที่เกิดจากผลกระทบร่วมกันระหว่างมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม

ที่มา https://vs.mahidol.ac.th/oldweb/index.php/onehealth#:~:text=3.0%20free%20theme.-,One%20Health%20%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3,%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1)

ประเด็นหลักที่เกี่ยวข้อง

  • การขับเคลื่อนธุรกิจในภูมิทัศน์โลกใหม่ (Lead your Businesses through the New World Landscape)

    21 กรกฎาคม 3106

    จากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก ที่ในระยะแรกเป็นเพียงประเด็นด้านสาธารณสุขเท่านั้น แต่ขณะนี้ได้ขยายวงกว้างและลุกลาม จนส่งผลกระทบมหาศาลต่อเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของทุกประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น ยังส่งผลให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อรับมือวิกฤตครั้งนี้ในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับโลก (Global Perspective) ระดับองค์กร (Business Perspective) และการดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคม (Individual Perspective) ตามวิถีใหม่ (New Normal)

  • การใช้ข้อมูลเพื่อกำหนดกลยุทธ์การให้ที่ดีสำหรับนักธุรกิจผู้ใจบุญ (How philanthropists can harness data to make the world a better place)

    11 พฤศจิกายน 2563

    ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน  มีนักธุรกิจใจบุญมากมายที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ย้อนไปตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 อาทิ  จอห์น ดี. ร็อกเกอะเฟลเลอร์ นักธุรกิจชาวอเมริกันเจ้าของกิจการน้ำมันผู้ร่ำรวย และ เฮนรี ฟอร์ด ผู้ก่อตั้งบริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ มาจนถึงผู้นำธุรกิจในยุคปัจจุบันอย่างบิลและเมลินดา เกตส์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสำหรับช่วยเหลือคนในประเทศกำลังพัฒนา  และ วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีระดับโลก ราชานักลงทุนและเจ้าของบริษัท Berkshire Hathaway

  • อนาคตของพลวัตวิถีเศรษฐกิจด้านสุขภาพ (Centering Health: pathways in the global health economy 2026)

    2 พฤศจิกายน 2563

    กล่าวได้ว่าสุขภาพนั้นถือเป็นปัจจัยสำคัญในการประกอบร่างสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา การดูแลสุขภาพได้รับการพัฒนาผ่านการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม เทคโนโลยี และการปรับโครงสร้างบริการด้านสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันได้มุ่งเน้นไปที่การมีส่วนร่วมของผู้บริโภค แม้ว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อการมีสุขภาพที่ยั่งยืนจะเพิ่มขึ้น แต่เราสามารถคาดการณ์ถึงเศรษฐกิจสุขภาพระดับโลกที่แข็งแกร่งสิบปีนับจากนี้ได้ โดยเป้าหมายการเป็นเศรษฐกิจด้านสุขภาพระดับโลกในปี พ.ศ. 2569 ไม่เพียงเป็นการผลิตสินค้าและบริการด้านสุขภาพสำหรับคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น แต่ในระบบเศรษฐกิจนี้ ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและสังคมจะถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของสุขภาพ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงค่าใช้จ่ายเพื่อพัฒนาสุขภาพสำหรับคนจำนวนมากเท่านั้น แต่แท้จริงแล้ว ยังถือเป็นการลงทุนอีกด้วย

  • ผนึกกำลังผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ แนะแนวทางสร้างเมืองที่ยั่งยืน

    2 พฤศจิกายน 2563

    COVID-19 คือปัญหาระยะสั้น แต่ ภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาระยะยาว

     “Sustainability Forum 2000 : Creating a Resilient City” ที่จัดโดย TMA ความรู้และความเห็นในแง่มุมต่างๆ โดยผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารจากองค์กรชั้นนำทั้งในประเทศและระดับโลก