ประเด็นหลัก

อนาคตของพลวัตวิถีเศรษฐกิจด้านสุขภาพ (Centering Health: pathways in the global health economy 2026)
2 พฤศจิกายน 2563

อนาคตของพลวัตวิถีเศรษฐกิจด้านสุขภาพ

(Centering Health: pathways in the global health economy 2026)

 

กล่าวได้ว่าสุขภาพนั้นถือเป็นปัจจัยสำคัญในการประกอบร่างสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา การดูแลสุขภาพได้รับการพัฒนาผ่านการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม เทคโนโลยี และการปรับโครงสร้างบริการด้านสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันได้มุ่งเน้นไปที่การมีส่วนร่วมของผู้บริโภค แม้ว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อการมีสุขภาพที่ยั่งยืนจะเพิ่มขึ้น แต่เราสามารถคาดการณ์ถึงเศรษฐกิจสุขภาพระดับโลกที่แข็งแกร่งสิบปีนับจากนี้ได้ โดยเป้าหมายการเป็นเศรษฐกิจด้านสุขภาพระดับโลกในปี พ.ศ. 2569 ไม่เพียงเป็นการผลิตสินค้าและบริการด้านสุขภาพสำหรับคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น แต่ในระบบเศรษฐกิจนี้ ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและสังคมจะถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของสุขภาพ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงค่าใช้จ่ายเพื่อพัฒนาสุขภาพสำหรับคนจำนวนมากเท่านั้น แต่แท้จริงแล้ว ยังถือเป็นการลงทุนอีกด้วย

Health Futures Lab จาก Institute for the Future (IFTF) ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เผยถึงวิธีการออกแบบวิถีชีวิตด้านสุขภาพเพื่อตอบสนองและใช้ประโยชน์จากปัจจัยทางสังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพและการดูแลสุขภาพในทศวรรษหน้า ผ่าน 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่

 

ความคาดหวังต่อชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป (Diverging Life Expectations)

การเปลี่ยนแปลงทางสังคมไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างประชากรหรือการขยายตัวของเมือง กำลังเปลี่ยนความคาดหวังในชีวิตของผู้คน โดยสิ่งที่ผู้คนต้องการจากเศรษฐกิจด้านสุขภาพระดับโลกคือการรับรู้และการตอบสนองต่อความคาดหวังที่แตกต่างของพวกเขาเหล่านี้

 

การเพิ่มขีดความสามารถด้านระบบสุขภาพ  (Expanding Health Authorities)

การสร้างเครือข่ายระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมการแพทย์กับอุตสาหกรรมด้านข้อมูล หรือระหว่างภาครัฐและเอกชน ทำให้เกิดโอกาสในการปรับตัว สร้างพันธมิตร และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ

 

ระบบ Machine Learning (Embedding Machine Intelligence)

เทคโนโลยีสารสนเทศได้รับการพัฒนาถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้ปัญญาประดิษฐ์ สามารถเชื่อมโยงประมวลผลอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เราคิดค้นได้ดีขึ้น และจากการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วนี้ ได้สร้างโอกาสให้นักวิจัย นวัตกร รวมถึงนักประดิษฐ์ในการใช้ประโยชน์จากปัญญาประดิษฐ์ในการประยุกต์ระบบปฏิบัติการต่าง ๆ เพื่อสุขภาพ

 

การออกแบบที่ครอบคลุม (Designing For Inclusion)

ความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพและความมั่งคั่งระหว่างผู้มีรายได้น้อยกับผู้มีรายได้สูงที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดความซับซ้อนและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มสูงตามมา ดังนั้น การออกแบบผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพที่คำนึงถึงผู้มีรายได้น้อยในราคาที่สมเหตุสมผล จึงถูกคาดหวังให้เกิดขึ้น

จากปัจจัยขับเคลื่อนทั้งสี่นั้น ผลักดันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สอดคล้องกับปัจจัยกำหนดด้านสุขภาพ อันได้แก่ พฤติกรรมของปัจเจกบุคคล การแพทย์ ชีววิทยาและพันธุศาสตร์ สิ่งแวดล้อม ตลอดจนปัจจัยทางสังคม ซึ่งแต่ละปัจจัยต่างมีการสร้างนวัตกรรมต่างๆ ที่สร้างเส้นทางสู่อนาคตเศรษฐกิจสุขภาพโลกที่เท่าเทียมและยั่งยืนในทศวรรษหน้า

 

มากกว่ามาตรฐานคือการบูรณาการสุขภาพเข้ากับชีวิตประจำวัน

(Beyond Compliance: Integrating Health into Everyday Life)

พฤติกรรมของปัจเจกบุคคลรวมถึงตัวเลือกที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพส่วนใหญ่เกิดขึ้นท่ามกลางความซับซ้อนและลำดับความสำคัญในชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม เครื่องมือและเทคโนโลยีในศตวรรษนี้จะถูกใช้อย่างแพร่หลาย จากมุมมองผู้ประกอบการด้านดูแลสุขภาพกล่าวว่า หนทางสู่สุขภาพที่ดีขึ้นเกิดจากความพยายามในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้วยพลังของเทคโนโลยีมือถืออัจฉริยะเชื่อมโยงผู้คนในการสนับสนุนทรัพยากรที่พวกเขาต้องการในการสร้างทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพในชีวิตประจำวัน

การขอความช่วยเหลือเสมือน (Enlisting virtual assistance)

การโต้ตอบบนหน้าจอกับอุปกรณ์ดิจิทัลจะถูกแทนที่ด้วยการสนทนากับผู้ช่วยเสมือน ซึ่งผู้ช่วยดิจิทัลที่เปิดใช้งานด้วยเสียงกำลังถูกพัฒนาโดยบริษัท เช่น Google Apple หรือ Amazon ที่นอกจากการช่วยเหลือบุคคลที่มีความพิการทางร่างกายในการดูแลสุขภาพที่บ้านแล้ว ยังผสานการสนทนาเข้ากับปัญญาประดิษฐ์ในการดูแลสุขภาพจิตและอารมณ์ผ่านการเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์ในบทสนทนามากขึ้น ทำให้ผู้คนรู้สึกเสมือนว่าสนทนากับบุคลากรทางการแพทย์ อันเนื่องมาจากการโต้ตอบของเทคโนโลยีเชิงลึก

การมีส่วนร่วมในระบบสนับสนุนการดูแลสุขภาพ (Engaging health-sustaining support systems)

ความชาญฉลาดที่เพิ่มขึ้นของเครื่องจักรอันเกิดจากการเชื่อมต่ออัลกอริธึมบนคลาวด์ที่ซับซ้อนในอีกสิบปีข้างหน้า ให้สามารถเข้าถึงได้จากอุปกรณ์ใดๆ ที่มีการเชื่อมต่อเครือข่าย ทำให้เห็นถึงการโต้ตอบในเรื่องของการดูแลสุขภาพที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น กล้อง The Graava ที่จะจับภาพและบริหารเวลาทำกิจกรรม  ต่างๆ ของผู้ใช้โดยอัตโนมัติรวมถึงตัวเลือกอาหารประจำวันไปจนถึงการสนทนากับระบบ โดยที่ผู้ใช้งานและทีมดูแลของพวกเขาสามารถมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมผ่านการใช้เทคโนโลยีในการขจัดอุปสรรคที่มีผลต่อสุขภาพ

 

มากกว่าการรักษาคือการปรับปรุงมาตรฐานการรักษาพยาบาลให้ทันสมัย

(Beyond Sick Care: Modernizing the Medical Standard of Care)

ในอนาคตอันใกล้จะมีผู้คนจำนวนมากที่ต้องการการดูแลอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้น ระบบที่เชื่อมโยงกับโรงพยาบาลที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงและผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์จะทำงานร่วมกันกับปัจจัยทางสังคม เศรษฐกิจ และจิตวิทยา ในขณะที่ระบบการให้บริการทางสาธารณสุขทั้งส่วนของภาครัฐและเอกชน รวมไปถึงประกันชีวิตในตลาดที่มีการเติบโตก็จะยิ่งมีอัตราการพัฒนามาตรฐานการรักษาพยาบาลที่สูงขึ้น ส่งผลให้เครื่องมือและเทคโนโลยีด้านสุขภาพดิจิทัลจะถูกรวมเข้ากับการออกแบบการดูแลสุขภาพในพื้นที่ห่างไกลจากความชาญฉลาดในการวิเคราะห์ข้อมูลในฐานะผู้เล่นหลักในเศรษฐกิจสุขภาพระดับโลก

 

การสร้างแบบจำลองสุขภาพ (Building survivorship health models)

การค้นพบและวิธีการรักษาใหม่ๆ กำลังเปลี่ยนวิธีการรักษาโรคมะเร็ง ส่งผลให้มีชีวิตอยู่ได้นานและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเพื่อการป้องกันที่มีประสิทธิภาพซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตสำหรับผู้ป่วยเกือบ 22 ล้านคนที่จะได้รับการวินิจฉัยโรคมะเร็งในปี พ.ศ. 2573 ทำให้การเข้าถึงการดูแลไม่ใช่อุปสรรคที่น่าหนักใจ และการวินิจฉัยโรคมะเร็งสำหรับหลายๆ คนนั้นไม่ได้เป็นอันตรายถึงชีวิต โดยผู้นำเศรษฐกิจสุขภาพระดับโลกจะจัดการกับผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อให้แน่ใจว่าผู้ป่วยจะมีสุขภาพที่ดีหลังการรักษา

 

การออกแบบนโยบายเภสัชวิทยาสาธารณสุข (Designing public health pharmacogenetic policies)

ในปี พ.ศ. 2563 คาดการณ์ว่ายาจะถูกใช้ราว 4.5 ล้านล้านโดส แต่ในอนาคตหลังจากนี้จะเริ่มมีการศึกษายีนว่ามีการตอบสนองกับยาอย่างไร ทำให้สามารถกำหนดยาที่เหมาะสมตามลักษณะทางพันธุกรรม ช่วยให้แพทย์สามารถกำหนดแผนการรักษาและเกิดผลข้างเคียงให้น้อยที่สุด ในทางกลับกัน ยังคงมีการผลิตยาในรูปแบบเดิมเพื่อใช้ในผู้ป่วยที่การวิเคราะห์จีโนไทป์มีค่าใช้จ่ายสูง โดยผู้นำด้านเศรษฐกิจสุขภาพระดับโลกจะต้องให้การสนับสนุนนวัตกรรมที่ผสมผสานเทคโนโลยีด้านเภสัชจลนศาสตร์เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขเพื่อให้แน่ใจว่าผลลัพธ์ด้านสุขภาพเป็นธรรมสำหรับทุกคนโดยไม่คำนึงว่าพวกเขาอาศัยอยู่ที่ใดและมีสถานะทางเศรษฐกิจสังคมอย่างไร

 

มากกว่าการรู้จักตนเองคือการเข้าถึงชีววิทยาที่สามารถโปรแกรมได้

(Beyond Self-knowledge: Accessing Open, Programmable Biology)

เนื่องด้วยค่าใช้จ่ายที่ถูกลงทำให้แพลตฟอร์มการวิเคราะห์ข้อมูลทางชีวภาพอยู่ในมือของผู้ใช้โดยตรง ซึ่งการบรรจบกันของวิทยาศาสตร์ชีวภาพและสารสนเทศกำลังเปลี่ยนแปลงอำนาจทางวิทยาศาสตร์และนำไปสู่ยุคใหม่ของพันธุศาสตร์และชีววิทยาด้วยการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลทางชีววิทยาจำนวนมหาศาลที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดเครื่องมือต่างๆ สำหรับผู้ที่ต้องการทำงานเชิงรุกในการติดตามสุขภาพและการดูแลให้เหมาะสมสำหรับทุกคน เชื่อมโยงผู้คนด้วยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับชีววิทยาและพฤติกรรมที่พวกเขาสามารถตัดสินใจในเรื่องสุขภาพหรือการรักษาได้ด้วยตนเอง

 

การทำให้ Biohack[i] เป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ (Mainstreaming the proactive biohack)

ในอนาคตเราจะเห็นผู้คนทำการทดลองกับร่างกายหรืออวัยวะของตนเองด้วยตนเอง แม้ว่าจะมีข้อพิพาทด้านสิทธิและข้อโต้แย้งเชิงวิชาการ ดังเช่น CRISPR ชุดสำหรับการแก้ไขยีนในแบคทีเรียด้วยตัวเองและเว็บไซต์วิกิจีโนมที่มีอยู่มากมายก็ตาม ทั้งนี้ ข้อมูลที่มีอยู่มากจะถูกรวมเข้ากับระบบเปิดที่เข้าถึงได้มากขึ้น ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดผลิตภัณฑ์อาหารเสริมหรืออุปกรณ์เพื่อสุขภาพแล้ว ยังรวมไปถึงการรักษาด้วยยีนและชิปหรืออุปกรณ์ที่ฝังอยู่ในร่างกายเพื่อสร้างสุขภาวะที่เหมาะกับปัจเจกบุคคล โดยการสร้างระบบเปิดที่สามารถเข้าถึงได้จะทำให้องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์และสุขภาพทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

การพัฒนาระบบบนพื้นฐานของข้อมูลทางชีวภาพขนาดใหญ่ (Developing systemic interventions based on massive biological data)

ขณะที่ข้อมูลทางชีวภาพแพร่กระจายและไหลผ่านระบบอัตโนมัติและระบบฝังตัวที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ส่งผลให้เราเข้าใจความซับซ้อนเกี่ยวกับอิทธิพลมากมายที่ส่งผลต่อสุขภาพและโรคยิ่งขึ้น ทุกคนที่มีสมาร์ทโฟนจะสามารถมีส่วนร่วมในข้อมูลทางชีวภาพเพื่อโครงการวิจัยที่หลากหลายมากขึ้นซึ่งจะวิเคราะห์ไม่เพียงรายบุคคล แต่ยังรวมไปถึงรูปแบบการเกิดโรค ช่วยเพิ่มความเสมอภาคด้านสุขภาพ อีกทั้งยังเป็นการรวมกันของสาขาวิชาที่แยกออกจากกันในศตวรรษที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นสาธารณสุขการแพทย์ การวางผังเมือง การจัดการการใช้ที่ดิน และสถาปัตยกรรม ที่จะช่วยให้เราสามารถพัฒนาวิธีการแบบองค์รวมที่หลากหลาย

 

มากกว่าการบริหารความเสี่ยงคือการส่งเสริมความยืดหยุ่นและการฟื้นฟูโลก

(Beyond Risk Maps: Fostering Planetary Resilience and Regeneration)

ความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมทั่วโลก ความยืดหยุ่น และการฟื้นฟู จะมีความสำคัญและได้รับการส่งเสริมให้กับบุคคล ชุมชน และเมืองต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตอนนี้ถูกมองว่าเป็นปัญหาสาธารณสุขและมลพิษทางสิ่งแวดล้อมที่จะต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงรูปแบบทางสังคมและเศรษฐกิจ ดังนั้น การปกป้องความสมบูรณ์ของธรรมชาติเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสุขภาพมนุษย์เพื่อบรรลุเป้าหมายในการสร้างความยืดหยุ่นและการฟื้นฟูเป็นเส้นทางที่สำคัญต่อสุขภาพสำหรับทุกคน

 

การสร้างเมืองที่มีความยืดหยุ่นในศตวรรษที่ 21 (Building 21st century resilient cities)

หลายเมืองต่างจริงจังกับการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัยไปจนถึงการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยที่จะพิสูจน์ให้เห็นถึงความท้าทาย โดยที่ยังมีโอกาสสร้างความยืดหยุ่นเมื่อเผชิญกับสภาพอากาศที่แปรปรวน ในฐานะผู้ให้บริการด้านสุขภาพชุมชนก็สามารถเข้าร่วมเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมได้ เนื่องจากในอนาคตข้างหน้า นักกิจกรรมเหล่านี้จะทำให้ทุกองค์กรมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาสุขภาพ

 

การสร้างแบบจำลองสิ่งแวดล้อม (Modeling regenerative environmental handprints)

ความรับผิดชอบและการฟื้นฟูกำลังเป็นสิ่งจำเป็นทางเศรษฐกิจสำหรับองค์กรทุกประเภท เพราะภัยคุกคามที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบอย่างมากต่อชุมชนที่มีรายได้น้อยหรือชนกลุ่มน้อย การปกป้องประชาชนที่มีความเสี่ยงด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ ทำให้องค์กรต่างๆ ไม่เพียงแค่วางแผนเพื่อความยั่งยืนและชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการวางแผนเพื่อการฟื้นฟูสังคมและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น โดยนักวิจัยและองค์กรพัฒนาเอกชนได้จัดทำเอกสารที่ให้สิทธิและความรับผิดชอบในการดูแลระบบนิเวศที่พวกเขาอาศัยอยู่ ผู้ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การดูแลสุขภาพ และโอกาสทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการที่ฉลาดจะไม่เพียงแต่ผลิตสินค้าและบริการ แต่ยังช่วยสร้างเสริมระบบความเป็นอยู่ที่ดีในเวลาเดียวกัน ส่งผลในทางบวกต่อสุขภาพของมนุษย์ ธรรมชาติ และความเสมอภาค เช่น GreenWave kelp farm ที่มีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูสภาพความเป็นอยู่รวมถึงสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป

 

มากกว่าความไม่เท่าเทียมคือการพัฒนาฐานการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง

(Beyond Inequality: Developing an Evidence Base for Structural Change)

ปัจจัยทางสังคม อาทิ ความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจและความรุนแรงนั้น เป็นสิ่งที่ยากที่จะวัดถึงการมีสุขภาวะที่ดีเนื่องจากขาดหลักฐานและความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับผลกระทบด้านสุขภาพ แต่ด้วยเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่และหน่วยงานเกี่ยวข้องจะช่วยจัดทำแผนภูมิเส้นทางใหม่สู่สุขภาพที่ดีสำหรับทุกคน โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการรวมชุดข้อมูลที่แตกต่างกันเพื่อสร้างหลักฐานสำหรับการพัฒนาสังคมที่มีส่วนในการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการแสดงออกของยีน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยียังช่วยให้นักกิจกรรม บริษัท และผู้นำชุมชน มีส่วนในการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางสังคมเพื่อปรับปรุงผลลัพธ์ด้านสุขภาพ

 

การเจรจาสัญญาประชาคมขั้นพื้นฐานใหม่ (Renegotiating basic social contracts)

สุขภาพ การทำงาน และเศรษฐศาสตร์มีการเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด โดยพื้นฐานคนเราทำงานแลกเงินเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพและบริการทางการแพทย์  ประเทศที่นายจ้างจัดหาสวัสดิการในส่วนของประกันสุขภาพให้แก่พนักงานก็เผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ เมื่อระบบนิเวศของการทำงานเปลี่ยนไปเพื่อรองรับแรงงานจำนวนมากในระบบเศรษฐกิจ ดังนั้น หากระบบเศรษฐกิจเกิดความผันผวนขึ้น เราจะได้เห็นการเจรจาสัญญาประชาคมขั้นพื้นฐานใหม่ เมื่อมองรายได้ขั้นพื้นฐานเป็นตัวตั้งก็จะสามารถเห็นแนวทางที่หลากหลายจากทั่วโลก บางบริการเสริมด้านสาธารณสุขและบริการภาครัฐอื่นๆ จะให้ความช่วยเหลือทางการเงินเพื่อบรรเทาความยากจนในฐานะที่เป็นสาเหตุของความไม่เสมอภาคในการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี เช่น องค์กร GiveDirectly ในประเทศเคนยา ทำการทดลองโดยการจ่ายเงินเดือนพื้นฐานแก่ประชากรจำนวน 6,000 คน เป็นเวลา 10 ปี

 

การยกระดับความปลอดภัยของประชาชนเพื่อการสาธารณสุข (Leveraging public safety for public health)

ความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างความปลอดภัยสาธารณะและสุขภาพของประชาชนเริ่มเกิดขึ้นซึ่งจะนำไปสู่สุขภาวะที่ดีในชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรุนแรงเชิงโครงสร้างทางสังคมที่ถือได้ว่าเป็นอันตรายต่อคนทำให้ไม่ได้รับการตอบสนองตามความต้องการพื้นฐาน การรวบรวมและแบ่งปันข้อมูลจึงกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญสำหรับนักเคลื่อนไหวด้านความปลอดภัยสาธารณะ นำมาสู่โครงการความปลอดภัยสาธารณะต่างๆ เช่น รัฐบาลติดกล้องและเซ็นเซอร์บนถนนในเมืองเพื่อจับคนร้ายและใช้อัลกอริธึมที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการทำนายอาชญากรรม ทั้งนี้ การรวบรวมข้อมูลต้องมีความเป็นกลางและสมเหตุสมผลเพื่อประโยชน์ด้านสาธารณสุข

 

เห็นได้ชัดว่า การสาธารณสุขนั้นมีความสำคัญอย่างมากและเชื่อมโยงกับหลายๆ ภาคส่วนทั้งทางตรงและทางอ้อม เทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นจะทำให้ความเหลื่อมล้ำทางสังคมด้านการมีสุขภาวะที่ดีลดน้อยลง ประเทศไทยเองก็ได้ชื่อว่ามีระบบสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพ หากได้รับความร่วมมือจากองค์กรภาครัฐหรือภาคเอกชนในการพัฒนาระบบ ไม่ใช่แค่คนไทยที่จะมีโอกาสในการเข้าถึงการบริการสาธารณสุขมากขึ้นเพื่อการมีสุขภาวะที่ดีขึ้น แต่ยังทำให้องค์กรต่างๆ ได้รับผลประโยชน์จากความร่วมมืออีกด้วยในแง่ของเศรษฐกิจและการลงทุนทั้งภายในและนอกประเทศ ที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นการช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยจากการพัฒนาจุดแข็งที่มีให้เป็นสินค้าและบริการที่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ

 

ที่มา: Institute for The Future (IFTF)

 


[i] การเปลี่ยนแปลงการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานรวมถึงการสร้างสุขภาวะให้ดีขึ้น

ประเด็นหลักที่เกี่ยวข้อง

  • การขับเคลื่อนธุรกิจในภูมิทัศน์โลกใหม่ (Lead your Businesses through the New World Landscape)

    21 กรกฎาคม 3106

    จากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก ที่ในระยะแรกเป็นเพียงประเด็นด้านสาธารณสุขเท่านั้น แต่ขณะนี้ได้ขยายวงกว้างและลุกลาม จนส่งผลกระทบมหาศาลต่อเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของทุกประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น ยังส่งผลให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อรับมือวิกฤตครั้งนี้ในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับโลก (Global Perspective) ระดับองค์กร (Business Perspective) และการดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคม (Individual Perspective) ตามวิถีใหม่ (New Normal)

  • การใช้ข้อมูลเพื่อกำหนดกลยุทธ์การให้ที่ดีสำหรับนักธุรกิจผู้ใจบุญ (How philanthropists can harness data to make the world a better place)

    11 พฤศจิกายน 2563

    ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน  มีนักธุรกิจใจบุญมากมายที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ย้อนไปตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 อาทิ  จอห์น ดี. ร็อกเกอะเฟลเลอร์ นักธุรกิจชาวอเมริกันเจ้าของกิจการน้ำมันผู้ร่ำรวย และ เฮนรี ฟอร์ด ผู้ก่อตั้งบริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ มาจนถึงผู้นำธุรกิจในยุคปัจจุบันอย่างบิลและเมลินดา เกตส์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสำหรับช่วยเหลือคนในประเทศกำลังพัฒนา  และ วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีระดับโลก ราชานักลงทุนและเจ้าของบริษัท Berkshire Hathaway

  • อนาคตของพลวัตวิถีเศรษฐกิจด้านสุขภาพ (Centering Health: pathways in the global health economy 2026)

    2 พฤศจิกายน 2563

    กล่าวได้ว่าสุขภาพนั้นถือเป็นปัจจัยสำคัญในการประกอบร่างสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา การดูแลสุขภาพได้รับการพัฒนาผ่านการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม เทคโนโลยี และการปรับโครงสร้างบริการด้านสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันได้มุ่งเน้นไปที่การมีส่วนร่วมของผู้บริโภค แม้ว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อการมีสุขภาพที่ยั่งยืนจะเพิ่มขึ้น แต่เราสามารถคาดการณ์ถึงเศรษฐกิจสุขภาพระดับโลกที่แข็งแกร่งสิบปีนับจากนี้ได้ โดยเป้าหมายการเป็นเศรษฐกิจด้านสุขภาพระดับโลกในปี พ.ศ. 2569 ไม่เพียงเป็นการผลิตสินค้าและบริการด้านสุขภาพสำหรับคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น แต่ในระบบเศรษฐกิจนี้ ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและสังคมจะถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของสุขภาพ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงค่าใช้จ่ายเพื่อพัฒนาสุขภาพสำหรับคนจำนวนมากเท่านั้น แต่แท้จริงแล้ว ยังถือเป็นการลงทุนอีกด้วย

  • ผนึกกำลังผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ แนะแนวทางสร้างเมืองที่ยั่งยืน

    2 พฤศจิกายน 2563

    COVID-19 คือปัญหาระยะสั้น แต่ ภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาระยะยาว

     “Sustainability Forum 2000 : Creating a Resilient City” ที่จัดโดย TMA ความรู้และความเห็นในแง่มุมต่างๆ โดยผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารจากองค์กรชั้นนำทั้งในประเทศและระดับโลก