ประเด็นหลัก

การใช้ข้อมูลเพื่อกำหนดกลยุทธ์การให้ที่ดีสำหรับนักธุรกิจผู้ใจบุญ (How philanthropists can harness data to make the world a better place)
11 พฤศจิกายน 2563

 

 

การใช้ข้อมูลเพื่อกำหนดกลยุทธ์การให้ที่ดีสำหรับนักธุรกิจผู้ใจบุญ

(How philanthropists can harness data to make the world a better place)

 

ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน  มีนักธุรกิจใจบุญมากมายที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ย้อนไปตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 อาทิ  จอห์น ดี. ร็อกเกอะเฟลเลอร์ นักธุรกิจชาวอเมริกันเจ้าของกิจการน้ำมันผู้ร่ำรวย และเฮนรี ฟอร์ด ผู้ก่อตั้งบริษัท ฟอร์ดมอเตอร์ มาจนถึงผู้นำธุรกิจในยุคปัจจุบันอย่างบิลและเมลินดา เกตส์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสำหรับช่วยเหลือคนในประเทศกำลังพัฒนา  และ วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีระดับโลก ราชานักลงทุนและเจ้าของบริษัท Berkshire Hathaway

อย่างไรก็ตาม ความต่างที่สลักสำคัญสำหรับผู้ใจบุญในปัจจุบัน คือความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลมหาศาลที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจว่าควรจะให้ที่ไหน ให้อย่างไร รวมทั้งวัดผลจากการลงทุนดังกล่าวได้อีกด้วย

ในประเทศไทย มีผู้ใจบุญที่นิยมบริจาคหรือเป็นผู้ให้มากมาย จากผลการวิจัยในเรื่อง “คนไทยกับการทำบุญ” ของศูนย์วิจัยกรุงเทพโพลล์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ[1] สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยในเมืองหลวงส่วนใหญ่นิยมทำบุญด้วยวิธีการให้สิ่งของทั้งวัตถุและเงินทองเป็นส่วนประกอบหลัก โดยมักจะเลือกทำบุญในวันสำคัญทางพุทธศาสนา และวันสำคัญที่เกี่ยวข้องกับตนเองและคนใกล้ชิด แม้ว่าจะมีรูปแบบการทำบุญอื่นๆ ได้แก่  การรักษาศีลปฏิบัติธรรม การเสียสละแรงกายเพื่อช่วยเหลือสิ่งมีชีวิตและเพื่อนมนุษย์ เป็นต้น  แต่ไม่ได้รับความนิยมในการปฏิบัติมากนัก

อย่างไรก็ตาม ไม่เพียงแต่ระดับบุคคลเท่านั้น “ภารกิจการให้” ปรากฏให้เห็นในแวดวงธุรกิจต่างๆ อย่างกว้างขวางด้วยเช่นกัน โดยแนวความคิดเกี่ยวกับการให้ในองค์กรภาคธุรกิจได้เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน องค์กรต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทขนาดใหญ่ถูกคาดหวังให้ทำมากกว่าการดำเนินธุรกิจที่ถูกต้องตามกฏหมาย และปฏิบัติตามมาตรฐานต่างๆ ที่ภาครัฐกำหนดขั้นพื้นฐานเช่น มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม แต่สังคมยังคาดหวังให้องค์กรมีนโยบายครอบคลุมไปถึงการลงทุนใน Corporate Social Responsibility (CSR) เพื่อสร้างความยั่งยืนให้สังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งการเลือกแนวทางหรือภารกิจที่องค์กรจะขับเคลื่อนภายใต้นโยบายด้าน CSR  จำเป็นต้องใช้ข้อมูลมาสนับสนุนเพื่อสร้างให้เกิดผลลัพธ์ในเชิงบวกต่อสังคม โดยเฉพาะทำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียขององค์กรได้ตระหนักเห็นผลลัพธ์ของการดำเนินการด้าน CSR ดังกล่าว ซึ่งในที่สุด จะส่งผลในเชิงบวกต่อธุรกิจเองเช่น ชื่อเสียงที่ดีของธุรกิจเอง เป็นต้น

ทั้งนี้ บนพื้นฐานของข้อมูล ทำให้ “การให้”  เป็นไปอย่างรวดเร็ว ชาญฉลาด และโปร่งใส เพราะการให้ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลทำให้ไปถึงความคาดหมายได้สำเร็จและมีประสิทธิภาพ

 

การใช้ Big data (Going big on data)

ดังที่ John และ Laura Arnold สองมหาเศรษฐีผู้ชอบทำการกุศลได้กล่าวไว้ว่า “เมื่อปราศจากข้อมูลที่ดี ก็ยากที่จะทราบถึงปัญหาที่แท้จริงและเป็นไปไม่ได้ที่จะกำหนดแนวทางที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหา”

ในปัจจุบัน มีหนทางมากมายในการเข้าถึง ใช้ประโยชน์และเผยแพร่ข้อมูลสำหรับกิจกรรมเพื่อการกุศล ผู้ให้หลายคนเริ่มเรียนรู้และสร้างความสามารถพื้นฐานที่จะใช้ข้อมูล  อย่างไรก็ตาม การใช้ข้อมูลในการดำเนินการดังกล่าว ต้องใช้ความพยายามและเวลา ซึ่งองค์กรต้องสร้างความสามารถในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้ภารกิจบรรลุผลซึ่งหมายความว่าต้องชัดเจนว่าอะไรคือความสำเร็จของภารกิจการให้ดังกล่าว โดยเทคนิคเบื้องต้นสำหรับองค์กรทั่วไปที่ต้องการเริ่มใช้ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “การให้” อย่างประสบความสำเร็จและสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามที่คาดหวัง มีดังนี้

  • กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนของภารกิจการให้และสิ่งที่ต้องดำเนินการให้สำเร็จ
  • ประเมินข้อมูลที่มีอยู่แล้วในมือ และลองพิจารณาดูว่าจะสามารถใช้ประโยชน์สูงสุดจากข้อมูลดังกล่าวได้อย่างไร
  • ทำความเข้าใจว่าข้อมูลใดที่มีศักยภาพในการสร้างคุณค่าสูงสุด เพื่อผลักดันภารกิจการให้ไปข้างหน้าเพื่อสร้างผลลัพธ์/สิ่งที่ต้องการดำเนินการให้สำเร็จ
  • พิจารณาแหล่งข้อมูลเพิ่มเติมอยู่เสมอ โดยเลือกข้อมูลที่คิดว่าจะสามารถช่วยให้บรรลุเป้าหมายอย่างได้ผลมากขึ้นและด้วยวิธีการที่มีประสิทธิภาพ
  • วางแผนเกี่ยวกับการสร้างความสามารถในการใช้ข้อมูลทำงานในระยะยาว
  • พยายามเข้าถึงหรือเก็บข้อมูลดิบ ผ่านการสำรวจ หรือการสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมายแบบ Focus Group หรือทดลองสำรวจ ภาคสนาม
  • ทดสอบคุณภาพของข้อมูลโดยการเปรียบเทียบตัวอย่าง
  • ลองใช้วิธีเก็บข้อมูลแบบอัตโนมัติ
  • วิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้วิธีการและเครื่องมือที่เหมาะสม
  • ประมวลผลการค้นพบต่างๆ และจัดทำรายการสิ่งที่สามารถดำเนินการได้เพื่อปรับปรุงแก้ไขแนวทางการขับเคลื่อนภารกิจการให้
  • เก็บข้อมูลผลตอบรับจากผู้เกี่ยวข้อง และออกแบบเส้นทางการทำงานให้ได้รับผลลัพธ์กลับมาเป็นข้อมูลเพื่อปรับปรุงแนวทางการดำเนินการในอนาคต
  • ไตร่ตรองถึงสถานการณ์/สภาพแวดล้อมในขณะนั้นๆ เพื่อจัดลำดับความสำคัญของแนวทางดำเนินการที่สามารถทำได้
  • สร้างวัฒนธรรมการใช้งานข้อมูลอย่างเป็นระบบ และขยายผลเมื่อเป็นไปได้

 

ตัวอย่างองค์กรระดับโลกที่ใช้ข้อมูลเพื่อดำเนินการด้าน CSR เช่น ยูนิลีเวอร์ใช้เครื่องมือตรวจสอบ 360 องศา (Understanding Responsible Sourcing Audit) ซึ่งได้รับข้อมูลจากทั้ง โมบายแอปพลิเคชัน แพลตฟอร์มออนไลน์ และภาพที่ใช้เป็นเครื่องมือสื่อสาร เพื่อเก็บเกี่ยวข้อมูลสำหรับการตัดสินใจดำเนินการ ต่างๆ ในขณะที่ IBM ใช้พลังจากเครื่องมือ ทั้งคอมพิวเตอร์ PC และอุปกรณ์เคลื่อนที่ทั่วโลกอย่างสมาร์ทโฟน โน้ตบุ๊ก เป็นต้น เพื่อช่วยนักวิจัยทำงานเกี่ยวกับโครงการทางด้านมนุษยธรรม[2]

ในทุกปี จำนวนข้อมูลได้เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ อันเป็นผลจากการที่ประชากรโลกสื่อสารผ่านเครื่องมือ แอปพลิเคชัน โซเชียลมีเดีย การซื้อของ และการดำเนินการ ทำธุรกรรมต่างๆ บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งองค์กรสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลดังกล่าวในการปลดล็อกโมเดล ทำนายพฤติกรรมของลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย นอกจากนี้ องค์กรยังสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อใช้วัดผลการลงทุนด้าน CSR ขององค์กรในด้านต่างๆ เช่น การเติบโตของรายได้ที่สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร ชื่อเสียงจากการที่สังคมตระหนักถึงการดำเนินการด้าน CSR ดังกล่าว การสรรหาพนักงานที่มีความสามารถให้องค์กร การสร้างความผูกพันต่อองค์กรของพนักงาน และสนับสนุนการสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือที่ดีกับพันธมิตรทางธุรกิจ เป็นต้น[3]

 

 

ที่มา : International Institute for Management Development (IMD)

 


[1]ที่มาhttp://bangkokpoll.bu.ac.th/poll/result/poll297.php?pollID=106&Topic=%A4%B9%E4%B7%C2%A1%D1%BA%A1%D2%C3%B7%D3%BA%D8%AD&fileDoc=poll297.pdf

[2] อ้างอิง: https://medium.com/@seyar819/how-can-big-data-be-used-for-corporate-responsibility-initiatives-b528390c3c57

[3] อ้างอิง: https://www.linkedin.com/pulse/how-measure-roi-csr-5-r-framework-katie-emick

ประเด็นหลักที่เกี่ยวข้อง

  • การขับเคลื่อนธุรกิจในภูมิทัศน์โลกใหม่ (Lead your Businesses through the New World Landscape)

    21 กรกฎาคม 3106

    จากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก ที่ในระยะแรกเป็นเพียงประเด็นด้านสาธารณสุขเท่านั้น แต่ขณะนี้ได้ขยายวงกว้างและลุกลาม จนส่งผลกระทบมหาศาลต่อเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของทุกประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น ยังส่งผลให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อรับมือวิกฤตครั้งนี้ในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับโลก (Global Perspective) ระดับองค์กร (Business Perspective) และการดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคม (Individual Perspective) ตามวิถีใหม่ (New Normal)

  • การตลาดกับบทบาทด้านความยั่งยืน (How marketing could become the mother of sustainability)

    15 กุมภาพันธ์ 2564

    เป็นที่ทราบกันดีว่า ในอนาคต จำนวนประชากรทั่วโลกจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยมีการคาดการณ์ว่าในปี ค.ศ. 2500 อาจจะมีจำนวนประชากรบนโลกนี้ถึงกว่า 1.6 หมื่นล้านคน และยังมีแนวโน้มว่าอายุขัยโดยเฉลี่ยของประชากรจะเพิ่มสูงขึ้นอีกถึง 20 ปี สวนทางกับปริมาณทรัพยากรที่ลดลง ถือได้ว่าเป็นความท้าทายต่อมนุษยชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการระบาดของไวรัสโควิด 19 ที่เป็นดั่งนาฬิกาปลุกให้ทั้งตัวผู้บริโภค บริษัท รวมไปถึงองค์กรระหว่างประเทศต่าง ๆ ตื่นตัวในแง่ของการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดบนโลกนี้ให้มีประสิทธิภาพและคุ้มค่ามากที่สุด

  • แนวทางในการยกระดับด้านดิจิทัลของไทย

    12 กุมภาพันธ์ 2564

    ภาพรวมระดับโลกด้านความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล

    สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 ได้ตอกย้ำให้เห็นว่า การปรับกระบวนการทำงานเข้าสู่ระบบดิจิทัล (Digitalization) ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นความจำเป็นที่จะทำให้ประเทศมีความสามารถในการปรับตัวและเติบโตต่อไปได้ภายใต้ภูมิทัศน์ใหม่ของโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

  • ฝ่าวิกฤตธุรกิจในสถานการณ์อันไม่แน่นอน (Leading in Turbulent Times)

    18 มกราคม 2564

    การระบาดของไวรัสโควิด 19 ซึ่งมีจุดเริ่มต้นในเมืองอู่ฮั่น ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2562 และได้แพร่กระจายสู่ประชากรทั่วโลกจวบจนปัจจุบัน ทำให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อรวม    สูงถึงเกือบ 91 ล้านคน ในมากกว่า 200 ประเทศทั่วโลก สถานการณ์การระบาดครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในภัยคุกคามอันใหญ่หลวงของมนุษยชาติ ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินการลงทุนทั่วโลก และยังคงมีผลสืบเนื่องต่อมาในปี 2564 จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์การแพร่ระบาด รวมถึงการพัฒนาวัคซีนป้องกัน ในแง่ของความเพียงพอและการเข้าถึงวัคซีน