ประเด็นหลัก

โลกในยุค “ปลาเร็วกินปลาใหญ่”
5 กรกฎาคม 2560

ศาสตราจารย์ ไมเคิล อี. พอร์เตอร์ แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเคยกล่าวไว้ว่า ความสามารถในการแข่งขันไม่ได้หมายถึงการที่ประเทศมีค่าจ้างแรงงานที่ต่ำกว่าประเทศอื่น หรือสามารถขายสินค้าได้ในราคาต่ำกว่าเพราะมีการกดค่าแรง หรือลดค่าเงิน แต่มาจากความสามารถในการเพิ่มผลิตภาพ (productivity)  ที่จะนำมาซึ่งความมั่งคั่งของประเทศ และประชาชนในชาติ

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือคนที่แข่งได้จริงนั้น “ ยิ่งแข่งยิ่งรวย ไม่ใช่ยิ่งแข่งยิ่งจน” เพราะเขาสามารถแสวงหาปัจจัยความได้เปรียบที่ทำให้เอาชนะในเกมส์การแข่งขันได้โดยที่ไม่ต้องเฉือนผลกำไร หรือกดค่าแรงพนักงาน ทั้งนี้เงื่อนไขนี้จะเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของโลกในแต่ละยุค อาทิ ในอดีตประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติมากอาจจะนำมาซึ่งความมั่งคั่ง แต่ในยุคปัจจุบันทรัพยากรมนุษย์ และเทคโนโลยีได้กลายมาเป็นปัจจัยชี้ขาดของการชนะการแข่งขัน

 

นอกจากนี้ปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งในโลกยุคนี้ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม บนพลวัตรของการเปลี่ยนแปลงโดยฉับพลันรุนแรง (disruption) นั้นคือความสามารถในการปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว หรือ agility

Agility= Innovation (นวัตกรรม)+ speed (ความเร็ว)

 

คุณรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่เครือซีเมนต์ไทย หรือเอสซีจี กล่าวในงานสัมมนาที่จัดขึ้นโดยหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจเมื่อเร็วๆนี้ว่า นวัตกรรมเพียงลำพังไม่ใช้สูตรของความสำเร็จของโลกในยุคนี้อีกต่อไป เพราะขณะที่ในวันนี้คุณอาจคิดค้นอะไรเป็น “first to the world” ได้ ในวันรุ่งขึ้นอาจจะมีคนอีกสามพันคนที่สามารถทำได้เหมือน หรือดียิ่งกว่าคุณ ดังนั้น “speed” หรือความเร็วในการสร้างนวัตกรรมเป็นเรื่องที่จำเป็น !!!

คุณรุ่งโรจน์ให้จำกัดความ agility ว่าคือ นวัตกรรม + ความเร็ว

 

ด้านคุณธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ ก็เคยกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า ในยุคนี้ไม่ใช่ยุคของ “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” อีกต่อไปแล้ว แต่เป็นยุคของ “ปลาเร็วกินปลาช้า” ต่างหาก

 

โลกในยุคนี้ประเทศหรือองค์กรที่มีขนาดใหญ่โตและมีโครงสร้างที่ไม่เอื้อต่อการปรับตัวเปลี่ยนแปลง จะสามารถพ่ายแพ้หรือ “ตกยุค” ได้อย่างรวดเร็ว อีกนัยหนึ่งจึงไม่แปลกที่เราจะเห็นเทรนด์ในยุคนี้ที่องค์กรใหญ่ๆจะหันมาช๊อปสตาร์ทอัพ ซึ่งสามารถคิดค้นนวัตกรรมได้อย่างรวดเร็ว และไม่ยึดติดอยู่กับกรอบของโครงสร้าง ความเชื่อ หรือความสำเร็จเดิมๆ เพื่อมาช่วยอุดช่องว่างทางด้านนวัตกรรมและความเร็วในการพัฒนาสินค้าเข้าสู่ตลาด

มองในประเด็นของความเร็วนี้ ภาคราชการดูจะน่าเป็นห่วงที่สุด โจทย์ที่ยิ่งใหญ่และหินที่สุดของทุกประเทศในปัจจุบันคือการปฏิรูปกลไก โครงสร้าง และ mindset บุคลากร ภาครัฐให้สามารถก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลง สามารถเกื้อหนุนองคาพยพของประเทศ ให้ขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ถูกต้อง รวดเร็ว ก้าวข้ามระเบียบปฏิบัติที่ล้าสมัย ผลประโยชน์ หรืออุปสรรคต่างๆไปได้ด้วยดี

โจทย์สำคัญในขณะนี้ขององค์กรทั่วโลกคือทำอย่างไรจึงจะทำให้องค์กรขนาดใหญ่สามารถปรับตัว และเปลี่ยนแปลง สร้างนวัตกรรมได้เหมือนกับองค์กรขนาดเล็ก ซึ่งนั่นหมายรวมถึงการปรับปรุงกระบวนการ วัฒนธรรมองค์กร ไปจนถึง mindset ของผู้บริหารและพนักงาน

องค์กร (หรือแม้กระทั่งระบบราชการ) จำเป็นต้องหาระบบปฏิบัติการ operating system ใหม่ที่จะช่วยทำให้องค์กรมีความยืดหยุ่นและคล่องตัวในการขับเคลื่อนภายใต้ความเร่ง ความแปรปรวน และความฉับพลัน (disruption) ในโลกยุค 4.0  

การบริหารการเปลี่ยนแปลง (change management) การใช้ประโยชน์จากข้อมูลและระบบไอทีที่ก้าวหน้าเพื่อการตัดสินใจและขับเคลื่อนธุรกิจเป็นหนึ่งในบรรดาโจทย์สำคัญขององค์กรและประเทศที่ต้องการจะชนะในโลกของการแข่งขันในยุคใหม่

 

คุณรุ่งโรจน์ เอสซีจีบอกด้วยว่าการปรับโครงสร้างองค์กรในยุคนี้ต้องทำบ่อยๆ เพื่อให้คนคุ้นชินจนรู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติ

ในส่วนของภาครัฐ นายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ได้กล่าวย้ำอยู่เสมอถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่จะประสานพลังทุกฝ่ายเพื่อช่วยกันยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงกระบวนการทำงานในภาครัฐให้มีความคล่องตัว และสามารถสนองตอบต่อความต้องการของภาคธุรกิจและประชาชนมากยิ่งขึ้น (ease of doing business)

ซึ่งในงานสัมมนาใหญ่ประจำปีของสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย Thailand Competitiveness Conference 2017 จะมีขึ้นที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี รอยัล เมอริเดียน ในระหว่างวันที่ 20-21 กรกฎาคม ศกนี้ ตัวแทนจากภาครัฐและภาคเอกชนจะมาร่วมกันระดมพลังสมองเพื่อช่วยกันยกระดับขีดความสามารถของประเทศ โดยมีองค์ปาฐก อาทิ ดร. ปรเมธี วิมลศิริ  เลขาธิการ คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์เลขาธิการ คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ซึ่งจะมาบรรยายในหัวข้อ การปรับปรุงกฎระเบียบภาครัฐ และ Ease of Doing Business

 

********************
ขอบคุณภาพ : https://goo.gl/RRWQiu

ประเด็นหลักที่เกี่ยวข้อง

  • การขับเคลื่อนธุรกิจในภูมิทัศน์โลกใหม่ (Lead your Businesses through the New World Landscape)

    21 กรกฎาคม 3106

    จากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก ที่ในระยะแรกเป็นเพียงประเด็นด้านสาธารณสุขเท่านั้น แต่ขณะนี้ได้ขยายวงกว้างและลุกลาม จนส่งผลกระทบมหาศาลต่อเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของทุกประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น ยังส่งผลให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อรับมือวิกฤตครั้งนี้ในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับโลก (Global Perspective) ระดับองค์กร (Business Perspective) และการดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคม (Individual Perspective) ตามวิถีใหม่ (New Normal)

  • สรุปสาระสำคัญจากการสัมมนา Executive Forum on Competitiveness 2020 ครั้งที่ 1

    5 สิงหาคม 2563

    สถานการณ์โดยรวมของเศรษฐกิจไทย จากผลกระทบของ COVID-19 นั้น พบว่า รายได้จากต่างประเทศ คือ การท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งถือเป็นแหล่งรายได้หลัก ร้อยละ 12 ของมูลค่า GDP ไทยลดลง ในขณะที่ อุปสงค์และการใช้จ่ายภายในประเทศก็มีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะสินค้าจำพวกคงทน (Durable goods) เช่น เสื้อผ้า และอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ ที่มีอัตราการเติบโตติดลบค่อนข้างมาก เพราะสินค้าเหล่านี้ คนมองว่า สามารถเลื่อนการใช้จ่ายออกไปได้ รวมถึงผลจากการใช้มาตรการล็อกดาวน์ (Lockdown) ควบคุมการเดินทางของภาครัฐ ทำให้การใช้จ่ายในประเทศมีมูลค่าลดลงจากการเลื่อนใช้จ่ายออกไป

  • โลกใบใหม่หลังวิกฤตโควิด-19 (The World Remade by COVID-19)

    4 สิงหาคม 2563

    จากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้เกิดความตื่นตัวอย่างมากจากวิกฤตนี้ Deloitte และ Salesforce ได้ร่วมกันระดมความคิดของผู้เชี่ยวชาญเพื่อคาดการณ์ผลกระทบที่เป็นไปได้ทั้งต่อสังคมและภาคธุรกิจ ว่าหลังวิกฤตผ่านไปจะเป็นอย่างไร และควรเตรียมพร้อมอะไรบ้าง เพื่อที่จะสามารถอยู่รอดและเติบโตต่อไปได้ในโลกใบใหม่นี้ ในรูปแบบความเป็นไปได้ (Scenario) ต่าง ๆ

  • ภาพรวมผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขัน 2020

    5 กรกฎาคม 2563

    ในปี 2563 IMD World Competitiveness Center ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ทำการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของ 63 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก โดยใช้ข้อมูลจากการสำรวจความเห็นของผู้บริหาร   ณ ไตรมาสแรก ปี 2563 และข้อมูลเชิงประจักษ์ (Hard data) ปี 2562 ซึ่งมีการจัดอันดับโดยการประเมินในเขตเศรษฐกิจต่าง ๆ ใน 4 ด้าน ได้แก่ 1) สมรรถนะทางเศรษฐกิจ (Economic Performance) 2) ประสิทธิภาพของภาครัฐ (Government Efficiency) 3) ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Efficiency) และ 4) โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure)