ประเด็นหลัก

เตรียมรับยุคหุ่นยนต์และปัญญาเสมือน (AI)

18 สิงหาคม 2560

เฟสบุ๊ค ของนาย มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ทำให้หลายๆคนตกอกตกใจกันไปพอสมควร เมื่อเดือนที่ผ่านมามีรายงานข่าวว่าเฟสบุ๊คจำเป็นต้องตัดสินใจยุติปฏิบัติการทดลองระบบ “ปัญญาเสมือน” หรือ artificial intelligence เมื่อโรบ็อตสองตัวเกิดทะลึ่งคิดประดิษฐ์ภาษาขึ้นมาคุยกันเอง ที่มนุษย์ไม่สามารถเข้าใจได้

เหตุการณ์นี้ทำให้หลายๆคนอาจจะเริ่มเกิดอาการ “หลอน” ไปถึงหนังไซไฟหลายๆเรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับโรบ็อต หรือหุ่นยนต์ที่ทำสงครามทำลายล้างเผ่าพันธ์มนุษย์ ว่าฉากต่างๆเหล่านี้อาจจะกลายเป็นเรื่องจริงได้ในอนาคตอันใกล้??

 

ทั้งนี้ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติเกิดขึ้นมานานแล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมาจะเป็นเรื่องของการเข้ามาช่วยทุ่นแรงหรือทดแทนงานไร้ทักษะเสียส่วนใหญ่ อย่างเช่น โรบ๊อตที่ใช้ในสายการผลิต หรือเครื่องดูดฝุ่นอัตโนมัติที่วิ่งทำงานไปได้ทั่วบ้านโดยที่เราไม่ต้องมาคอยควบคุมบังคับ

ทว่าคลื่นลูกต่อไปจะมาจากการผนวกกำลังของเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ กับปัญญาเสมือน หรือ AI ซึ่งจะทำให้หุ่นยนต์มีขีดความสามารถที่สูงมากจนมีศักยภาพที่จะเข้ามาทดแทนงานที่มีทักษะสูง อาทิ งานด้านบัญชี การเงิน ประกันภัย หรือแม้กระทั่ง หมอ หรือทนายความ  ถึงขนาดมีการคาดการณ์ว่าในเวลาอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะมีคนที่ตกงานเพราะหุ่นยนต์อีกหลายล้านคนทั่วโลก!!

ปัญญาเสมือนของหุ่นยนต์จะมีความสามารถในการคำนวน หรือจดจำที่ยอดเยี่ยมกว่าคน จึงเหมาะที่จะเอามาใช้แทนคนในงานอาทิ นักกฏหมาย หรือแม้กระทั่งหมอผ่าตัด เพราะหุ่นยนต์ย่อมมือนิ่ง และอึดกว่าคน สามารถทำงานผ่าตัดที่อันตราย ใช้เวลานาน หรือเสี่ยงต่อการติดโรค

หรือในงานอุตสาหกรรมการผลิต ก็มีผู้รู้บางท่านคาดการณ์ว่าจะทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายของอุตสาหกรรมย้อนกลับไปยังประเทศพัฒนาแล้ว เพราะระบบอัตโนมัติทำให้ความได้เปรียบด้านค่าแรงงานระหว่างประเทศกำลังพัฒนากับประเทศพัฒนาแล้วหายไป นอกจากนี้จะทำให้เกิดสินค้าล้นโลก เพราะหุ่นยนต์จะสามารถ “ปั๊ม” ผลผลิตได้ไม่มีข้อจำกัด ไม่พัก ไม่มีลาป่วยตลอด 24 ชั่วโมง ใครๆที่มีเงินก็สามารถซื้อเครื่องจักรมาปั๊มผลิตสินค้าได้ เงินเฟ้อจะกลายเป็นอดีต

 

ในโลกยุคอุตสาหกรรม 4.0 ที่หุ่นยนต์สามารถ “คิดได้” คนที่ขาดการพัฒนาย่อมมีความเสี่ยงที่จะตกงาน หรือกลายเป็นบุคคลไร้คุณค่าได้อย่างรวดเร็ว จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการหันมาทบทวนคุณค่าของมนุษย์ในยุค 4.0  รวมทั้งระบบการศึกษา การฝึกอบรมด้วยที่ต้องหันมาทบทวนการผลิตและพัฒนาบุคลากร

การสอนให้นักเรียน ท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทอง จะเป็นบาปกรรมที่รุนแรงต่อเยาวชนของชาติในยุคที่หุ่นยนต์สามารถเล่นหมากรุกเอาชนะแชมเปี้ยนหมากรุกที่เก่งที่สุดของโลกได้แล้ว 

ในการงานก็เช่นกัน ถึงขนาดมีการพูดถึงกันว่าในอนาคต  หากพนักงานคนไหนไม่มีการพัฒนาตัวเองให้สามารถสร้างคุณค่าที่เหมาะสมให้กับองค์กรได้   เขาก็อาจจะมีเจ้านายเป็นโรบ๊อทก็ได้ !!

สตีเฟน ฮอว์กิ้ง นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงในระดับโลก จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ กล่าวว่า AI สามารถเป็นได้ทั้งสิ่งที่ดีที่สุด หรือสิ่งที่เลวร้ายที่สุดต่อมนุษยชาติ ที่ทำให้มนุษย์สิ้นเผ่าพันธุ์เหมือนในหนังไซไฟก็ได้!! ความตื่นตัวในเรื่องนี้มีมากถึงขนาดนักธุรกิจมหาเศรษฐีของโลกอย่าง บิล เกตต์ได้ออกมาเสนอให้รัฐบาลประเทศต่างๆเก็บภาษีหุ่นยนต์เพื่อนำเงินมาลดอุดหนุนการให้บริการประชาชนต่างๆของภาครัฐ และลดปัญหาความเหลือล้ำที่จะเกิดขึ้นในยุคหุ่นยนต์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

 

ในส่วนของประเทศไทยนั้น หากมองจากภาพในระดับมหภาคที่เรามีปัญหาการขาดแคลนแรงงาน มากกว่าการว่างงาน การมีหุ่นยนต์น่าจะเป็นประโยชน์ต่อเรามากกว่าเสีย อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงนั้นด้วยปัญหาการขาดทักษะและคุณภาพของผู้จบการศึกษา การเกิดขึ้นของยุคหุ่นยนต์ย่อมสร้างความเสี่ยงต่อแรงงานในหลายระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานในระดับ white collar ซึ่งขาดการพัฒนาทักษะความรู้ความสามารถ

อย่างไรก็ตามการแก้ปัญหาคงไม่ใช่การเข้าไปปิดกั้นพัฒนาการของเทคโนโลยี มีผู้รู้ได้เปรียบเปรยเทคโนโลยีดิจิตอล (ซึ่งรวมถึง หุ่นยนต์และ AI) ว่าเป็นเสมือนการค้นพบ “ไฟ” ของมนุษย์ในยุคหิน เพราะไฟเป็นได้ทั้งคุณและโทษ มนุษย์หินบางเผ่าที่กลัวไฟ ก็อาจจะคอยหลบหนี และไม่สามารถใช้ประโยชน์จากมันได้ แต่ไฟมันก็จะไม่หายไปไหน ในขณะที่มนุษย์หินเผ่าที่รู้ว่าไฟสามารถนำมาใช้เป็นคุณประโยชน์ได้ก็จะมีการพัฒนาก้าวหน้า สามารถเอาไฟไปหลอมเหล็กทำอาวุธ และเครื่องมือต่างๆเพื่อใช้ในการดำรงชีพได้ หรือเอาไปหุงหาอาหารให้เกิดสุขอนามัยที่ดี และมีอายุยืนยาวขึ้น

สุดท้ายแล้วทัศนคติหรือ mind-set เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด การค้นพบไฟ จะเป็นโอกาสของเผ่าพันธุ์ไทยที่จะ leap frog การพัฒนา หรือเราจะนั่งกลัวอยู่ในวงล้อมของสายสิญจ์ สวดบริกรรมคาถาไป แล้วหวังล้มๆแล้งๆว่าเดี๋ยวไฟมันก็จะดับไปเอง ก็ขึ้นอยู่กับที่เราจะเลือก

ประเด็นหลักที่เกี่ยวข้อง

  • การขับเคลื่อนธุรกิจในภูมิทัศน์โลกใหม่ (Lead your Businesses through the New World Landscape)

    21 กรกฎาคม 3106

    จากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก ที่ในระยะแรกเป็นเพียงประเด็นด้านสาธารณสุขเท่านั้น แต่ขณะนี้ได้ขยายวงกว้างและลุกลาม จนส่งผลกระทบมหาศาลต่อเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของทุกประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น ยังส่งผลให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อรับมือวิกฤตครั้งนี้ในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับโลก (Global Perspective) ระดับองค์กร (Business Perspective) และการดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคม (Individual Perspective) ตามวิถีใหม่ (New Normal)

  • ฝ่าวิกฤตธุรกิจในสถานการณ์อันไม่แน่นอน (Leading in Turbulent Times)

    18 มกราคม 2564

    การระบาดของไวรัสโควิด 19 ซึ่งมีจุดเริ่มต้นในเมืองอู่ฮั่น ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2562 และได้แพร่กระจายสู่ประชากรทั่วโลกจวบจนปัจจุบัน ทำให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อรวม    สูงถึงเกือบ 91 ล้านคน ในมากกว่า 200 ประเทศทั่วโลก สถานการณ์การระบาดครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในภัยคุกคามอันใหญ่หลวงของมนุษยชาติ ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินการลงทุนทั่วโลก และยังคงมีผลสืบเนื่องต่อมาในปี 2564 จากความไม่แน่นอนของสถานการณ์การแพร่ระบาด รวมถึงการพัฒนาวัคซีนป้องกัน ในแง่ของความเพียงพอและการเข้าถึงวัคซีน

  • การใช้ข้อมูลเพื่อกำหนดกลยุทธ์การให้ที่ดีสำหรับนักธุรกิจผู้ใจบุญ (How philanthropists can harness data to make the world a better place)

    11 พฤศจิกายน 2563

    ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน  มีนักธุรกิจใจบุญมากมายที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ย้อนไปตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 อาทิ  จอห์น ดี. ร็อกเกอะเฟลเลอร์ นักธุรกิจชาวอเมริกันเจ้าของกิจการน้ำมันผู้ร่ำรวย และ เฮนรี ฟอร์ด ผู้ก่อตั้งบริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ มาจนถึงผู้นำธุรกิจในยุคปัจจุบันอย่างบิลและเมลินดา เกตส์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสำหรับช่วยเหลือคนในประเทศกำลังพัฒนา  และ วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีระดับโลก ราชานักลงทุนและเจ้าของบริษัท Berkshire Hathaway

  • อนาคตของพลวัตวิถีเศรษฐกิจด้านสุขภาพ (Centering Health: pathways in the global health economy 2026)

    2 พฤศจิกายน 2563

    กล่าวได้ว่าสุขภาพนั้นถือเป็นปัจจัยสำคัญในการประกอบร่างสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา การดูแลสุขภาพได้รับการพัฒนาผ่านการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม เทคโนโลยี และการปรับโครงสร้างบริการด้านสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันได้มุ่งเน้นไปที่การมีส่วนร่วมของผู้บริโภค แม้ว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อการมีสุขภาพที่ยั่งยืนจะเพิ่มขึ้น แต่เราสามารถคาดการณ์ถึงเศรษฐกิจสุขภาพระดับโลกที่แข็งแกร่งสิบปีนับจากนี้ได้ โดยเป้าหมายการเป็นเศรษฐกิจด้านสุขภาพระดับโลกในปี พ.ศ. 2569 ไม่เพียงเป็นการผลิตสินค้าและบริการด้านสุขภาพสำหรับคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น แต่ในระบบเศรษฐกิจนี้ ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและสังคมจะถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของสุขภาพ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงค่าใช้จ่ายเพื่อพัฒนาสุขภาพสำหรับคนจำนวนมากเท่านั้น แต่แท้จริงแล้ว ยังถือเป็นการลงทุนอีกด้วย