ประเด็นหลัก

ผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ประจำปี 2559 โดย IMD World Competitiveness Center

31 พฤษภาคม 2559

ผลการจัดอันดับโดยรวม
เมื่อวันอังคารที่ 31 พฤษภาคม 2559 สถาบัน IMD World Competitiveness Center ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้เผยแพร่รายงาน IMD World Competitiveness Yearbook 2016 ซึ่งเป็นการรายงานการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ 61 ประเทศทั่วโลก โดยจากผลการจัดอันดับดังกล่าว พบว่าในปีนี้ สหรัฐอเมริกาซึ่งอยู่ในอันดับ 1 ของโลกต่อเนื่องมานานถึง 3 ปี ตกลงมาอยู่อันดับที่ 3 ในขณะที่ฮ่องกงที่เคยเป็นอันดับที่ 2 เมื่อปีที่แล้วเลื่อนขึ้นมาเป็นอันดับ 1 และสวิตเซอร์แลนด์อยู่ในอันดับที่ 2 จากอันดับที่ 4 ในปีที่แล้ว และในปีนี้ ประเทศที่มีอันดับความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้นมากที่สุดได้แก่ ประเทศไอร์แลนด์ที่มีอันดับสูงขึ้นถึง 9 อันดับและมาอยู่ในอันดับที่ 7 จากอันดับที่ 16 ในปีที่ผ่านมา รองลงมาคือประเทศเนเธอร์แลนด์ที่เลื่อนขึ้นมาถึง 7 อันดับและมีอันดับที่ 8 ในปีนี้

อันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย
จากการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันโดย IMD ในปี 2559 ประเทศไทยมีผลที่ดีขึ้นทั้งโดยคะแนนและอันดับ โดยมีคะแนนรวมในปีนี้เท่ากับ 74.681 เปรียบเทียบกับ 69.786 ในปี 2558 และมีอันดับที่ดีขึ้น 2 อันดับ โดยเลื่อนขึ้นจากอันดับที่ 30 ในปี 2558 เป็นอันดับที่ 28 ในปี 2559 โดยมีอันดับสูงกว่าประเทศเกาหลีใต้ที่ลดลง 4 อันดับจากปีก่อนและอยู่ในอันดับที่ 29 ในปีนี้ นอกจากนั้น หากพิจารณาเฉพาะ 5 ประเทศอาเซียนที่อยู่ในการจัดอันดับนี้ ซึ่งได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียแล้ว ไทยเป็นประเทศเดียวที่มีอันดับดีขึ้น ในขณะที่ประเทศอื่นๆ มีอันดับต่ำลง 1-6 อันดับ

เมื่อพิจารณาผลการจัดอันดับของประเทศไทยตามปัจจัยหลักที่ใช้ในการจัดอันดับรวม 4 ด้าน ได้แก่ สภาวะทางเศรษฐกิจ (Economic Performance) ประสิทธิภาพของภาครัฐ (Government Efficiency) ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Efficiency) และโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ปรากฏว่า ปัจจัยที่มีอันดับดีที่สุดคือ สภาวะทางเศรษฐกิจ ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 13 จาก 61 ประเทศเท่ากับเมื่อปี 2558 ในขณะที่ปัจจัยด้านประสิทธิภาพของภาครัฐมีอันดับดีขึ้นถึง 4 อันดับ จากอันดับที่ 27 เป็นอันดับที่ 23 ส่วนปัจจัยด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจและโครงสร้างพื้นฐานกลับมีอันดับที่ลดลง 1 และ 3 อันดับเป็นอันดับที่ 25 และ 49 ตามลำดับในปี 2559 โดยมีรายละเอียดของแต่ละด้าน ดังนี้

1. สภาวะทางเศรษฐกิจ (Economic Performance)

มีปัจจัยย่อยที่มีอันดับดีขึ้นถึง 3 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจภายในประเทศ (Domestic Economy) ที่ขึ้นมาเป็นอันดับที่ 37 จากอันดับที่ 46 ในปี 2558 การค้าระหว่างประเทศ (International Trade) อยู่ในอันดับที่ 6 จากอันดับที่ 8 ในปี 2558 และการลงทุนระหว่างประเทศ (International Investment) ที่อยู่ในอันดับที่ 28 จากอันดับที่ 34 ในปี 2558 ในขณะที่ด้านการจ้างงาน (Employment) ยังอยู่ในอันดับที่ดีมากคืออันดับที่ 3 เช่นเดียวกับปีก่อน เรื่องที่มีอันดับลดลงคือ ราคาและค่าครองชีพ (Prices) ที่ต่ำลงจากอันดับที่ 19 เป็นอันดับที่ 45 เมื่อพิจารณาเป็นประเด็นย่อยจุดเด่นของประเทศไทยยังคงเป็นด้านที่เกี่ยวกับการจ้างงาน การท่องเที่ยว ส่วนประเด็นที่ยังต้องพัฒนาต่อไปคือ ด้านรายได้ประชาชาติต่อหัวของประชากรที่อยู่ในอันดับที่ 53 และด้านค่าครองชีพ เป็นต้น

2. ประสิทธิภาพของภาครัฐ (Government Efficiency)

มีอันดับที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา ในปีนี้ทุกปัจจัยย่อยมีอันดับที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้าน Business Legislation ที่ดีขึ้นถึง 7 อันดับจากปี 2558 โดยขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 44 จากอันดับที่ 51 ในปีก่อนหน้า และด้าน Public Finance ที่ขึ้นมาเป็นอันดับที่ 10 จาก 14 ในปีที่แล้ว นอกจากนี้ ด้าน Fiscal Policy นั้นยังคงได้อันดับที่สูงกว่าเดิมจากที่เคยสูงอยู่แล้ว โดยขึ้นมาจากอันดับที่ 6 ในปี 2015 มาอยู่ในอันดับ 5 ในปี 2016 อีกด้วย ทั้งนี้ ประมาณครึ่งหนึ่งของประเด็นที่ใช้ในการจัดอันดับในหมวดนี้มาจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารในภาคธุรกิจ ซึ่งส่วนใหญ่มีอันดับที่สูงขึ้น จึงสะท้อนให้เห็นว่ามาตรการต่างๆ ที่รัฐดำเนินการเช่น มาตรการเกี่ยวกับภาษี สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน รวมถึงความคล่องตัวในการดำเนินนโยบาย ได้รับการยอมรับจากผู้ตอบแบบสำรวจ ส่วนประเด็นที่ยังต้องปรับปรุงในหมวดนี้ ได้แก่ ระยะเวลาในการเริ่มต้นธุรกิจ และการกระจายรายได้ เป็นต้น

3. ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Efficiency)

มีอันดับที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา ในปีนี้ทุกปัจจัยย่อยมีอันดับที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้าน Business Legislation ที่ดีขึ้นถึง 7 อันดับจากปี 2558 โดยขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 44 จากอันดับที่ 51 ในปีก่อนหน้า และด้าน Public Finance ที่ขึ้นมาเป็นอันดับที่ 10 จาก 14 ในปีที่แล้ว นอกจากนี้ ด้าน Fiscal Policy นั้นยังคงได้อันดับที่สูงกว่าเดิมจากที่เคยสูงอยู่แล้ว โดยขึ้นมาจากอันดับที่ 6 ในปี 2015 มาอยู่ในอันดับ 5 ในปี 2016 อีกด้วย ทั้งนี้ ประมาณครึ่งหนึ่งของประเด็นที่ใช้ในการจัดอันดับในหมวดนี้มาจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารในภาคธุรกิจ ซึ่งส่วนใหญ่มีอันดับที่สูงขึ้น จึงสะท้อนให้เห็นว่ามาตรการต่างๆ ที่รัฐดำเนินการเช่น มาตรการเกี่ยวกับภาษี สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน รวมถึงความคล่องตัวในการดำเนินนโยบาย ได้รับการยอมรับจากผู้ตอบแบบสำรวจ ส่วนประเด็นที่ยังต้องปรับปรุงในหมวดนี้ ได้แก่ ระยะเวลาในการเริ่มต้นธุรกิจ และการกระจายรายได้ เป็นต้น

 

 

4. โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure)

ผลการจัดอันดับของไทยในหมวดนี้ยังอยู่ในอันดับค่อนข้างต่ำ โดยปัจจัยพื้นฐานเช่น การคมนาคมขนส่งและสาธารณูปโภคเป็นปัจจัยย่อยที่มีอันดับค่อนข้างดี ส่วนปัจจัยย่อยอื่นๆ ยังคงมีอันดับค่อนข้างต่ำ ทั้งนี้ประเด็นที่ไทยอยู่ในอันดับที่ดีในหมวดนี้ได้แก่ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ อัตราส่วนของผู้ใช้บริการโทรศัพท์ระบบ 3G และ 4G การส่งออกสินค้าไฮเทค และอัตราส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนต่อการใช้พลังงานรวม เป็นต้น นอกจากนั้น ในด้านการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้กับประเทศในด้านอื่นๆ เริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้นและมีอันดับที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคธุรกิจเอกชนที่มีมูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 22 จากปีก่อนหน้า ส่วนประเด็นที่ยังต้องพัฒนาต่อไปได้แก่ การเพิ่มจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ต่อประชากร การประหยัดพลังงาน การพัฒนาความสามารถด้านภาษาของบุคลากร เป็นต้น

บทสรุป
ผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศในปี 2559 นี้ สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยยังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง ดังจะเห็นได้จากอันดับความสามารถในการแข่งขันในด้านนี้อยู่ในระดับที่ค่อนข้างดีมาโดยตลอด ดังนั้น หากเราสามารถพัฒนาและยกระดับประสิทธิภาพและความสามารถในการดำเนินงานของทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่จะช่วยสนับสนุน ก็จะช่วยสร้างศักยภาพให้ไทยก้าวสู่ประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันในอันดับที่สูงขึ้นได้อีกมาก ซึ่งเมื่อพิจารณาจากอันดับความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้นในปีนี้ อาจจะกล่าวได้ว่า เป็นผลจากการที่ทุกภาคส่วนในประเทศตระหนักและให้ความสำคัญกับการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตั้งแต่ระดับรัฐบาลที่กำหนดให้การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเป็นวาระแห่งชาติ มีการกำหนดยุทธศาสตร์และแผนงานโดยมีคณะกรรมการระดับชาติคือ คณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (กพข.) ที่มี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานมากำกับดูแลการขับเคลื่อน และได้มีการสื่อสารยุทธศาสตร์หลักไปยังทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม อันดับความสามารถที่ดีขึ้นนี้ ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพื่อให้กระบวนการในการยกระดับขีดความสามารถของประเทศมีความต่อเนื่องและยั่งยืน สามารถปรับตัวได้ทันกับสภาพแวดล้อมในการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างคล่องตัว ยังจำเป็นต้องมีกลไกที่มีความเข้มแข็งมาประสานเชื่อมโยงการขับเคลื่อนของทุกภาคส่วน ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์หลักของประเทศ รวมทั้งติดตาม และวัดผลการดำเนินการ และทบทวนเพื่อปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์อย่างต่อเนื่องต่อไป

ประเด็นหลักที่เกี่ยวข้อง

  • การขับเคลื่อนธุรกิจในภูมิทัศน์โลกใหม่ (Lead your Businesses through the New World Landscape)

    21 กรกฎาคม 3106

    จากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก ที่ในระยะแรกเป็นเพียงประเด็นด้านสาธารณสุขเท่านั้น แต่ขณะนี้ได้ขยายวงกว้างและลุกลาม จนส่งผลกระทบมหาศาลต่อเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของทุกประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น ยังส่งผลให้ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อรับมือวิกฤตครั้งนี้ในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับโลก (Global Perspective) ระดับองค์กร (Business Perspective) และการดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคม (Individual Perspective) ตามวิถีใหม่ (New Normal)

  • การใช้ข้อมูลเพื่อกำหนดกลยุทธ์การให้ที่ดีสำหรับนักธุรกิจผู้ใจบุญ (How philanthropists can harness data to make the world a better place)

    11 พฤศจิกายน 2563

    ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน  มีนักธุรกิจใจบุญมากมายที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ย้อนไปตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 อาทิ  จอห์น ดี. ร็อกเกอะเฟลเลอร์ นักธุรกิจชาวอเมริกันเจ้าของกิจการน้ำมันผู้ร่ำรวย และ เฮนรี ฟอร์ด ผู้ก่อตั้งบริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ มาจนถึงผู้นำธุรกิจในยุคปัจจุบันอย่างบิลและเมลินดา เกตส์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสำหรับช่วยเหลือคนในประเทศกำลังพัฒนา  และ วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีระดับโลก ราชานักลงทุนและเจ้าของบริษัท Berkshire Hathaway

  • อนาคตของพลวัตวิถีเศรษฐกิจด้านสุขภาพ (Centering Health: pathways in the global health economy 2026)

    2 พฤศจิกายน 2563

    กล่าวได้ว่าสุขภาพนั้นถือเป็นปัจจัยสำคัญในการประกอบร่างสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา การดูแลสุขภาพได้รับการพัฒนาผ่านการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม เทคโนโลยี และการปรับโครงสร้างบริการด้านสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันได้มุ่งเน้นไปที่การมีส่วนร่วมของผู้บริโภค แม้ว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อการมีสุขภาพที่ยั่งยืนจะเพิ่มขึ้น แต่เราสามารถคาดการณ์ถึงเศรษฐกิจสุขภาพระดับโลกที่แข็งแกร่งสิบปีนับจากนี้ได้ โดยเป้าหมายการเป็นเศรษฐกิจด้านสุขภาพระดับโลกในปี พ.ศ. 2569 ไม่เพียงเป็นการผลิตสินค้าและบริการด้านสุขภาพสำหรับคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น แต่ในระบบเศรษฐกิจนี้ ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและสังคมจะถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของสุขภาพ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงค่าใช้จ่ายเพื่อพัฒนาสุขภาพสำหรับคนจำนวนมากเท่านั้น แต่แท้จริงแล้ว ยังถือเป็นการลงทุนอีกด้วย

  • ผนึกกำลังผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ แนะแนวทางสร้างเมืองที่ยั่งยืน

    2 พฤศจิกายน 2563

    COVID-19 คือปัญหาระยะสั้น แต่ ภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาระยะยาว

     “Sustainability Forum 2000 : Creating a Resilient City” ที่จัดโดย TMA ความรู้และความเห็นในแง่มุมต่างๆ โดยผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารจากองค์กรชั้นนำทั้งในประเทศและระดับโลก