Topics

ผลการจัดอันดับขีความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ประจำปี 2561 IMD World Competitiveness 2018
24 May 2018

ผลการจัดอันดับโดยรวม

สถาบัน IMD World Competitiveness Center ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้เผยแพร่รายงาน IMD World Competitiveness Yearbook 2018 ซึ่งเป็นการรายงานการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ 63 ประเทศทั่วโลก โดยจากผลการจัดอันดับดังกล่าว พบว่าในปีนี้สหรัฐอเมริกาขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ตามด้วยฮ่องกง สิงคโปร์ เนเธอร์แลนด์และสวิตเซอร์แลนด์ ประเทศที่มีอันดับความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้นมากที่สุดได้แก่ ประเทศออสเตรีย ที่มีอันดับสูงขึ้นถึง 7 อันดับจากอันดับที่ 25 ในปีที่แล้วเลื่อนมาอยู่ในอันดับที่ 18  ในปีนี้ รองลงมาคือ ประเทศโปรตุเกสและประเทศสโลเวเนีย ที่เลื่อนขึ้นมาถึง 6 อันดับ โดยมีอันดับที่ 33 และ 37 ตามลำดับ

อันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย

จากการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันโดย IMD ในปี 2561 ประเทศไทยมีผลที่ตกลงทั้งโดยคะแนนและอันดับ โดยมีคะแนนรวมในปีนี้เท่ากับ 79.450 เปรียบเทียบกับ 80.095 ในปี 2560 และมีอันดับที่ตกลง 3 อันดับ โดยลดลงจากอันดับที่ 27 ในปี 2560 เป็นอันดับที่ 30 ในปี 2561 หากพิจารณาเฉพาะ 5 ประเทศอาเซียนที่อยู่ในการจัดอันดับนี้ ซึ่งได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียแล้ว ส่วนใหญ่มีอันดับลดลงโดยเฉพาะประเทศฟิลิปปินส์ที่อันดับลดลงถึง 9 อันดับ จากอันดับที่ 41 ในปี 2560 ลงมาที่ 50 ในปี 2561 ในขณะที่ประเทศมาเลเซียเป็นประเทศเดียวในกลุ่มอาเซียนที่มีอันดับดีขึ้นจากอันดับที่ 24 เป็นอันดับที่ 22 ในปีนี้

เมื่อพิจารณาคะแนนที่ประเทศไทยได้รับในระยะตั้งแต่ปี 2557 - 2561 จะเห็นได้ว่ามีคะแนนที่สูงขึ้นมาโดยตลอดนับตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา แต่ในปี 2561 คะแนนของประเทศไทยลดลง โดยในปี 2561 ประเทศไทยมีคะแนน 79.450 ในขณะที่คะแนนเฉลี่ยของ 63 ประเทศที่ได้รับการจัดอันดับเท่ากับ 76.61 แสดงให้เห็นว่า แม้คะแนนของประเทศไทยยังอยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกก็ตาม แต่รัฐบาลและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศควรมีการเร่งดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง จะทำให้ประเทศไทยมีอันดับความสามารถที่สูงขึ้นจนเป็นหนึ่งในประเทศชั้นนำได้อย่างแน่นอน

หมายเหตุ: ตัวเลขในวงเล็บแสดงถึงอันดับของประเทศ

 

ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย

 

ในปี 2561 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 30 จากทั้งหมด 63 ประเทศ โดยลดลงจากอันดับที่ 27 ในปี 2560 ซึ่งจากผลการจัดอันดับที่แบ่งเป็น 4 ด้านได้แก่ สภาวะเศรษฐกิจ (Economic Performance) ประสิทธิภาพของภาครัฐ (Government Efficiency) ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Efficiency) และโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ปรากฎว่าผลการจัดอันดับในด้านสภาวะเศรษฐกิจ (Economic Performance) ของประเทศไทยยังคงอยู่ในอันดับที่ดีคืออันดับที่ 10 เท่ากับในปี 2560 ส่วนด้านประสิทธิภาพของภาครัฐมีอันดับที่ลดลงเป็นอันดับที่ 22 จากอันดับที่ 20 ในปี 2560 ในขณะที่ด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Performance) ยังคงอยู่ในอันดับที่ 25 เช่นเดิม ส่วนด้านที่มีอันดับดีขึ้นคือโครงสร้างพื้นฐาน ที่มีอันดับดีขึ้นเป็นอันดับที่ 48 จากอันดับที่ 49 ในปี 2560

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาในประเด็นสำคัญพบว่า ถึงแม้ผลการจัดอันดับในภาพรวมจะลดลง แต่ผลการจัดอันดับด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นรากฐานของการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ของประเทศในระยะยาวเริ่มมีอันดับที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ (Scientific Infrastructure) ที่มีอันดับดีขึ้นถึง 6 อันดับจากอันดับที่ 48 ในปี 2560 เป็นอันดับที่ 42 ในปี 2561 อันเป็นผลมาจากการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในภาคเอกชนที่รัฐบาลมีมาตรการส่งเสริมโดยให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีอากรและการเปิดโอกาสให้นักวิจัยภาครัฐสามารถทำงานร่วมกับภาคเอกชน นอกจากนั้น อันดับความสามารถด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานก็มีอันดับที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการลงทุนในโครงพื้นฐานขนาดใหญ่ที่เริ่มเห็นเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม การลงทุนดังกล่าวก็ส่งผลให้เกิดการใช้จ่ายขาดดุลในภาครัฐและทำให้อันดับความสามารถที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ลดลง ทั้งนี้ ประเด็นที่รัฐบาลยังคงต้องให้ความสำคัญ คือ การพัฒนาทางด้านสังคม การศึกษา และสาธารณสุข อันเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

 

ความสามารถในการแข่งขันรายปัจจัยและจุดแข็งจุดอ่อนของไทย

 

                เมื่อวิเคราะห์ผลการจัดอันดับเป็นรายปัจจัยจะเห็นได้ว่าประเทศไทยยังคงมีจุดแข็งด้านสภาวะทางเศรษฐกิจ ในขณะที่ด้านประสิทธิภาพของภาครัฐและภาคธุรกิจอยู่ในกลุ่มปานกลางค่อนข้างสูง ส่วนด้านโครงสร้างพื้นฐานโดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำซึ่งต้องมีการพัฒนาต่อไป โดยสามารถพิจารณาเป็นรายปัจจัยได้ดังนี้

 

1. สภาวะทางเศรษฐกิจ (Economic Performance)

Copyright @1989-2018, IMD International, World Competitiveness Center www.imd.org/wcc

 

ผลการจัดอันดับด้านสภาวะทางเศรษฐกิจในปี 2561 พบว่า ในภาพรวมประเทศไทยมีอันดับคงที่จากปีที่แล้วคืออันดับที่ 10 โดยปัจจัยย่อยด้านการค้าระหว่างประเทศ (International Trade) และการจ้างงาน (Employment) ยังคงเป็นปัจจัยที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ดีมากถึงแม้จะมีอันดับที่ลดลงเล็กน้อยโดยเปรียบเทียบ ส่วนในด้านระดับราคาและค่าครองชีพ (Prices) อยู่ในระดับปานกลางค่อนข้างสูง โดยมีอันดับดีขึ้นจากอันดับที่ 28 ในปี 2560 เป็นอันดับที่ 23 ในปี 2561 ในขณะที่ด้านเศรษฐกิจภายในประเทศ (Domestic Economy) และการลงทุนระหว่างประเทศ (International Investment) อยู่ในระดับปานกลาง

2. ประสิทธิภาพของภาครัฐ (Government Efficiency)

 

Copyright @1989-2018, IMD International, World Competitiveness Center www.imd.org/wcc

 

 

อันดับด้านประสิทธิภาพของภาครัฐของประเทศไทยอยู่ในระดับปานกลางค่อนไปทางสูง ถึงแม้จะมีอันดับที่ลดลง 2 อันดับมาอยู่ในอันดับที่ 22 ในปีนี้หลังจากที่ดีขึ้นต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยประเด็นหลักมาจากด้านการคลังภาครัฐ (Public Finance) ที่มีการใช้งบประมาณขาดดุล และด้านกรอบการบริหารภาครัฐ (Institutional Framework) ในด้านเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน และการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ในขณะที่ด้านกฎหมายด้านธุรกิจ (Business Legislation) มีอันดับที่ดีขึ้น 2 อันดับ โดยขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 36 ในปี 2561 จากอันดับที่ 38 ในปี 2560 ซึ่งเป็นผลสะท้อนจากการที่รัฐบาลได้มีการปรับปรุงด้านกระบวนการให้บริการและอำนวยความสะดวกให้กับภาคธุรกิจ (Ease of Doing Business)

3. ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Efficiency)

Copyright @1989-2018, IMD International, World Competitiveness Center www.imd.org/wcc

 

 

ผลการจัดอันดับด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจของประเทศไทยก็อยู่ในระดับปานกลางค่อนข้างสูง โดยในปี 2561 ได้รับการจัดอันดับอยู่ที่ 25 ไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีอันดับที่ดีมากในปัจจัยย่อยด้านตลาดแรงงานที่อยู่ในอันดับที่ 6 ดีขึ้น 2 อันดับจากปี 2560 รองลงมาคือด้านทัศนคติและค่านิยม (Attitudes and Values) ที่ปรับตัวดีขึ้น 6 อันดับจากปี 2560 มาอยู่ในอันดับที่ 17 ในปีนี้  เนื่องมาจากผลที่ดีขึ้นของตัวชี้วัดต่างๆ ซึ่งเป็นการสอบถามความคิดเห็นจากผู้บริหารในภาคธุรกิจทั้งสิ้น เช่น ความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัว (Flexibility and adaptability) วัฒนธรรมประจำชาติ (National culture) และ การนำดิจิทัลเข้ามาใช้ในองค์กร (Digital transformation in companies) เป็นต้น 

ในขณะที่ด้านการเงิน (Finance) และด้านการบริหารจัดการ (Management Practices) อยู่ในระดับปานกลางค่อนข้างดีโดยอยู่ในอันดับที่ 24 เท่ากัน โดยมีข้อน่าสังเกตว่าด้านการบริหารจัดการซึ่งใช้ผลจากการสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารในทุกตัวชี้วัดเช่นเดียวกัน มีอันดับลดลง 4 อันดับจากปี 2560 โดยประเด็นหลักที่มีอันดับลดลงคือความสามารถของบริษัทในการตอบสนองต่อโอกาสและภัยคุกคาม และความเป็นผู้ประกอบการของผู้บริหารในภาคธุรกิจ ทั้งนี้ ประเด็นที่ต้องมีการปรับปรุงคือด้านผลิตภาพและประสิทธิภาพ (Productivity & Efficiency) ที่ถึงแม้จะดีขึ้นจากอันดับที่ 41 ในปี 2560 เป็นอันดับที่ 40 ในปี 2561 แต่เมื่อพิจารณาตัวชี้วัดด้านผลิตภาพของแรงงานทั้งในภาพรวมและแยกตามภาคเศรษฐกิจต่างๆ เช่น การเกษตร อุตสาหกรรมการผลิต และภาคบริการ ประเทศไทยยังคงมีผลิตภาพในอันดับค่อนข้างต่ำ โดยมีผลิตภาพของแรงงานในภาพรวมอยู่ในอันดับที่ 58 จาก 63 ประเทศที่ได้รับการจัดอันดับ

4. โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure)

Copyright @1989-2018, IMD International, World Competitiveness Center www.imd.org/wcc

 

ผลการจัดอันดับของไทยในด้านนี้ยังคงต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องถึงแม้จะมีอันดับที่ดีขึ้นโดยได้รับการจัดอันดับที่ 48 จากอันดับที่ 49 ในปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยย่อย 2 ด้านที่อันดับดีขึ้น ได้แก่ สาธารณูปโภคพื้นฐาน (Basic Infrastructure) และโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ (Scientific Infrastructure) ที่ปรับตัวดีขึ้น 6 อันดับ โดยมีประเด็นสำคัญดังที่ได้กล่าวแล้วในตอนต้น ส่วนโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี (Technological Infrastructure) มีอันดับคงที่ ในขณะที่ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม (Health and Environment) และด้านการศึกษา (Education) มีอันดับลดลง

 

 

บทสรุป

เมื่อพิจารณาผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าประเทศไทยมีแนวโน้มของคะแนนจากการจัดอันดับสูงขึ้นโดยลำดับในระยะที่ผ่านมาและสูงกว่าค่าเฉลี่ยของทุกประเทศที่ได้รับการจัดอันดับ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีการพัฒนาที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม อันดับของประเทศไทยในเชิงเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ยังคงมีการปรับตัวขึ้นลงและไม่สามารถเลื่อนขึ้นได้สูงมาก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยจะต้องทุ่มเททรัพยากรและเร่งดำเนินการพัฒนาในปัจจัยพื้นฐานที่จะเสริมสร้างศักยภาพของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาภาวะผู้นำและศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ทั้งในภาครัฐและในทุกภาคเศรษฐกิจของประเทศ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรวมถึงสภาพแวดล้อมที่จะส่งเสริมให้ทุกภาคเศรษฐกิจสามารถปรับตัวและแข่งขันได้ภายใต้บริบทใหม่ของโลก และการมีระบบการบริหารจัดการที่ดีในการขับเคลื่อนเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืนของประเทศในภาพรวม

 

******************************************

 

Related Topics


    Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/admin/domains/thailandcompetitiveness.org/public_html/topic_detail.php on line 140
  • 20 November 2018
  • การจัดการข้อมูล คือ หัวใจหลักของเมืองอัจฉริยะ

    12 November 2018

       ในปัจจุบันหลายเมืองทั่วโลก พยายามที่จะยกระดับให้กลายเป็นเมืองอัจฉริยะ หรือ สมาร์ทซิตี้ ซึ่งความยาก-ง่ายในการเปลี่ยนแปลง ขึ้นอยู่กับขนาดของเมืองและจำนวนประชากรที่อาศัย เพราะหัวใจที่จะพัฒนาเมืองอัจฉริยะขึ้นอยู่กับการจัดการข้อมูลจำนวนมหาศาลและตอบสนองต่อข้อมูลที่ได้มานั้นอย่างไร