ประเด็นหลัก

ฮับทางโลจิสติกส์ไม่ใช่ผัน
27 ธันวาคม 2560

“เรื่องการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลให้ความสำคัญมาโดยตลอด เพราะเป็นดัชนีชี้วัดที่สำคัญ สำหรับใช้ประเมินผลขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยจะเห็นได้ว่า ภาครัฐเริ่มจริงจังกับยุทธศาสตร์ด้านโลจิสติกส์ มาตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งมีการยกร่างแผนแม่บทการพัฒนาโลจิสติกส์ของประเทศไทยขึ้นมาเป็นฉบับแรก จากนั้นก็มีการพัฒนาจนกลายเป็นแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโลจิสติกส์ ฉบับที่ 1 ในปี 2550 และก็มีการทบทวนและพัฒนาแผนอย่างต่อเนื่องจนล่าสุด เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีก็ได้เห็นชอบตัวแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย ฉบับที่ 3 ขึ้นมา ซึ่งแผนนี้จะมีอายุ 5 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2560-2564 

แน่นอนการมียุทธศาสตร์พัฒนาที่ชัดเจน ช่วยยกระดับโลจิสติกส์ของไทยได้ดีขึ้น จากเดิมต้นทุนทางโลจิสติกส์ของไทย อยู่เกือบทะลุ 30% ของจีดีพี เรียกว่า ตกขอบอยู่ในระดับเดียวกับประเทศด้อยพัฒนา (ประเทศพัฒนาแล้วจะมีต้นทุนเพียง 7-10%ต่อจีดีพีเท่านั้น)  แต่พอมีการทำโรดแมปการพัฒนาที่ชัดเจน ทำให้ต้นทุนในส่วนนี้ของเราดีขึ้น  จนล่าสุดปี 2559 ต้นทุนโลจิสติกส์เราขยับดีขึ้นมาอยู่ที่ 13.9% ต่อจีดีพีเท่านั้น

ผลงานที่ดีขึ้นนับว่ามาถูกทางแต่ยังไม่ดีที่สุด เพราะการที่ต้นทุนลดลง ส่วนหนึ่งมาจากฐานจีดีพีขยายตัวเพิ่มขึ้น ดังนั้นตัวเลขสัดส่วนต้นทุนที่ลดลงจึงไม่ได้สะท้อนว่า ภาพรวมการพัฒนาโลจิสติกส์ของเราประสบความสำเร็จ ซึ่งจะต้องดูดัชนีชี้วัดในอีกหลายมุม  ไม่ว่าจะเป็น ค่าขนส่งบริการ ค่าเก็บรักษาสินค้าคงคลัง และต้นทุนการบริหารจัดการ ซึ่งจากสถิติย้อนหลังก็พบว่า ต้นทุนทั้งสามส่วนนี้ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกันจากปี 2550 ซึ่งอยู่ที่ราวๆ 1.55 ล้านล้านบาท แต่ในปี 2559 มาอยู่ที่ 1.99 ล้านล้านบาท หรือเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเกือบปีละ 3-4%

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นจากข้อมูลการจัดอันดับดัชนีวัดประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ (International Logistics Performance Index: LPI) ของธนาคารโลก ปี 2559 พบว่าประเทศไทยอยู่อันดับที่ 45 จาก 160 ประเทศทั่วโลก ลดลงจากอันดับที่ 35 ในปี 2557 ซึ่งเป็นการลดลงแทบทุกด้าน โดยเฉพาะความตรงต่อเวลาของการบริการ ระบบการติดตามและตรวจสอบสินค้า ยกเว้นการเตรียมการขนส่ง ระหว่างประเทศที่มีลำดับปรับดีขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น

ดังนั้นสิ่งที่จะต้องทำต่อ และต้องทำให้ดีขึ้น ก็คือ จะต้องยกระดับของระบบโลจิสติกส์ ทั้งห่วงโซ่อุปทาน ไม่ว่าจะเป็น ผู้ให้บริการโลจิสติกส์  หน่วยงานราชการผู้ควบคุมกฎระเบียบ  โครงสร้างพื้นฐานการคมนาคม ถนน ทางรถไฟ ทางน้ำ และ ทางอากาศ ซึ่งจะต้องยกระดับ ไปแบบควบคู่กันไปทั้ง “องคาพยพ”

ทั้งนี้เมื่อกลับมาดูที่แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ฉบับที่ 3 ซึ่งกำลังเริ่มดำเนินการ ก็มีการกำหนดเป้าหมายการทำงานที่ค่อนข้างชัดเจน  ซึ่งทุกฝ่าย สามารถนำมาใช้เป็นโรดแมปในการวางแผนการทำงานล้อไปตามนโยบายได้ ซึ่งในแผนดังกล่าว กำหนดเป้าหมายหลักไว้ 4 ข้อด้วยกัน ประกอบไปด้วย 1.ดัชนีความสามารถในการแข่งขันด้านโลจิสติกส์ของประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ดีขึ้นในปี 2563 2563  ข้อ 2. เพิ่มประสิทธิภาพการอำนวยความสะดวกทางการค้าของไทยอยู่ในอันดับที่ดีขึ้นในปี 2564   ข้อ3. ต้นทุนโลจิสติกส์ของไทยคิดเป็นสัดส่วนเท่ากับ 12% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ณ ราคาประจำปีในปี 2564 และข้อ 4. จำนวนธุรกรรมการให้บริการการนำเข้าและส่งออกด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็น 100% ในปี 2564

อย่างไรก็ดี การจะไปถึงเป้าหมาย จะต้องมีการพัฒนาในอีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ  การพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย(NSW) และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อลดขั้นตอนทางด้านเอกสารราชการ อำนวยความสะดวกในการนำเข้าส่งออก  รวมถึงปรับปรุงกฎหมายให้รองรับการทำธรกรรมธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (อีคอมเมิร์ส) อีกด้านคือ การพัฒนามาตรฐานวิชาชีพโลจิสติกส์ และบุคลากรด้านโลจิสติกส์ให้มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล

สำหรับการยกระดับห่วงโซ่อุปทานจะต้องทำควบคู่ทั้งในส่วนภาคการเกษตร และ อุตสาหกรรม โดยภาคการเกษตร โจทย์ก็คือ จะต้องลดต้นทุน และลดการสูญเสียของสินค้า ซึ่งแก้ด้วยการสร้างความร่วมมือใช้ประโยชน์จากสิ่งอำนวยความสะดวกร่วม โดยอาจจะมีศูนย์คัดแยก ตกแต่งคุณภาพ รวมถึงศูนย์กระจายสินค้าสำหรับชุมชน และปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้สินค้าสดใหม่ และส่งสินค้าได้ทันเวลา ขณะที่ภาคอุตสาหกรรม ก็จะต้องเชิญชวนให้นำเทคโนโลยีสารสนเทศและซอฟต์แวร์บริหารจัดการโลจิสติกส์ มาใช้ภายในองค์กร และสร้างเครือข่าย เชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลระหว่างองค์กรตลอดโซ่อุปทาน เพื่อให้เกิด แนวทางการทำงานที่รวดเร็วชัดเจน ขณะเดียวกันจะต้องมีการยกระดับผู้ให้บริการโลจิสติกส์ที่มีมาตรฐานสากล และได้คุณภาพ รวมถึงสร้างเครือข่ายผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทย ที่สามารถเชื่อมโยงไปสู่ระดับภูมิภาคได้

 

นอกจากนี้ในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานก็มีความสำคัญ โดยเฉพาะการลดการพึ่งพาการขนส่งบนท้องถนน โดยหันไปใช้การขนส่งผ่านระบบราง และ ขนส่งผ่านทางน้ำที่มีต้นทุนที่ต่ำกว่า ซึ่งในขณะนี้รัฐบาลก็กำลังเร่งลงทุนขยายเส้นทางรถไฟทางคู่ และรถไฟความเร็วสูง ซึ่งเชื่อว่า หากระบบเชื่อมต่อแบบครบวงจร จะช่วยให้ต้นทุนโลจิสติกส์ของไทยนั้นลดต่ำลงไปอีกและเรื่องสุดท้ายของระบบราชการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎระเบียบ และการเชื่อมโยงข้อมูลแบบ NSW จะต้องเป็นแบบจุดเดียวครบวงจร (One Stop Service) เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าเข้าออก รวมถึงการสร้างกติกา ทางด้านการส่งเสริมอีคอมเมิร์ซที่ชัดเจน ช่วยอำนวยความสะดวกได้มากยิ่งขึ้น

ทั้งหมดก็เป็นสิ่งที่ต้องเร่งทำ  ซึ่งไทยจะต้องใช้จุดเด่นในฐานะที่มีตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่อยู่ใจกลางภูมิภาคอาเซียนให้เป็นประโยชน์ ซึ่งกลยุทธ์ทั้งหมดหากเป็นไปตามแผน ก็จะต้องช่วยให้ไทยสามารถเป็นฮับทางโลจิสติกส์ของภูมิภาคได้อย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งก็จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีสำหรับนักลงทุนต่างชาติ และที่สำคัญจะส่งผลดีต่ออันดับขีดความสามารถในการแข่งขันได้ในระยะยาวอีกด้วย”

 

ขอบคุณรูปภาพ : https://baania.com/th

ประเด็นหลักที่เกี่ยวข้อง

  • Executive Forum Competitiveness 2018

    15 มีนาคม 2561

    ทีเอ็มเอ ร่วมมือกับ สภาพัฒน์ จัดงานสัมมนา Executive Forum Competitiveness 2018 สร้างการรับรู้และความเข้าใจถึงผลการดำเนินงานของภาครัฐบาลด้านขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในปีที่ผ่านๆ มา โดยภาครัฐบาลมองเรื่องการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด