ประเด็นหลัก

“นวัตกรรมแบบเปิด” ใช้ความฉลาดคนอื่นสร้างประโยชน์ให้ธุรกิจ
16 มกราคม 2561

     เป็นที่ทราบกันดีว่า การแข่งขันของธุรกิจ ในยุคปัจจุบันนั้นต่อสู้กันด้วย "นวัตกรรม" สินค้าของค่ายไหน ใช้งานง่าย สะดวก ประหยัด และตอบโจทย์การใช้ชีวิต  เจ้านั้นจะเป็นผู้คว้าส่วนแบ่งการตลาด และเม็ดเงินจากลูกค้าได้มากกว่า

     แล้วทราบหรือไม่ว่า การที่บริษัทจะสร้าง "สินค้านวัตกรรม" ขึ้นมาในแต่ละชิ้น จะต้องสูญเสียเงินไปกับการลองผิด ลองถูก ไปเท่าไหร่  ซึ่งในวงการธุรกิจ เราเรียกเงินในส่วนนี้ว่า งบวิจัยและพัฒนา (R&D) 

     บอกได้คำเดียวว่า " มหาศาลมาก" 

     โดยจากข้อมูลบนเว็บไซต์  www.statista.com ได้มีการรวบรวม บริษัทที่มีการทุ่มเงินไปกับ R&D ในปี 2560 ที่ผ่านมา พบว่า ใน 10 อันดับแรก มีการใช้งบในส่วนนี้สูงถึงเฉลี่ยบริษัทละ 10,000 -15,000 ล้านเหรียญสหรัฐ  หรือเฉลี่ยราวๆ 3 -4 แสนล้านบาทต่อปี  ซึ่งพอๆกับงบในการสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง ในประเทศไทย  โดยบริษัทที่พร้อมจะทุ่มเงินในระดับนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ ระดับ Top Fortune 100 ในกลุ่ม เทคโนโลยี  ยานยนต์  ยา และสินค้าอุปโภคบริโภค

     หากประเมินจากวงเงินดังกล่าว บอกได้เลย งบวิจัยพัฒนานั้นเป็นเกมของผู้เล่นรายใหญ่เท่านั้น  ซึ่งในโลกนี้คงมีบริษัทจำนวนไม่มากนัก ที่จะสามารถทุ่มงบในการวิจัยและพัฒนาสร้างนวัตกรรมของตัวเอง

     แล้วถามว่า บริษัทขนาดกลาง และ ขนาดเล็ก อยากจะมี นวัตกรรมของตัวเองบ้าง ภายใต้งบประมาณที่จำกัด จะเป็นไปได้หรือไม่  คำตอบก็คือ  "เป็นไปได้"  และไม่ได้ยากเกินเอื้อม เพราะในปัจจุบันโลกของเราอยู่ในยุคคนตัวเล็กสามารถล้มยักษ์ได้ ดังได้เห็นจากสตาร์ทอัพหลายบริษัท อาทิ  อูเบอร์ , แอร์บีเอ็นบี ทำให้เห็นแล้วว่า สามารถแย่งชิง และสร้างตลาดให้กับตัวเองได้

     และที่สำคัญที่สุด ที่มาของ “นวัตกรรม” ในสมัยนี้ ไม่ได้จำเป็น ที่จะต้องทุ่มงบเพื่อคิดค้นมาเป็นของตัวเอง แบบที่บริษัทยักษ์ใหญ่เขาทำกัน  หรือในทางวิชาการเรียกว่า  นวัตกรรมแบบปิด (Close Innovation, CI) แต่มันสามารถมาในรูปแบบความร่วมมือ หรือ ใช้องค์ความรู้ภายนอก มาใช้ต่อยอดในการสร้างสรรค์นวัตกรรมของตัวเอง  ซึ่งนี้คือ ทฤษฎีใหม่ ทีเรียกว่า นวัตกรรมแบบเปิด" Open Innovation OI)

     ทั้งนี้โมเดลของ  “นวัตกรรมแบบเปิด” นั้นสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างก้าวกระโดด เพราะบริษัท หรือ องค์กร ไม่จำเป็นที่จะต้องดำเนินการเริ่มต้น ตั้งแต่งานวิจัย ลองผิดลองถูก เพื่อคิดนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์  ซึ่งค่อนข้างใช้ทั้งเวลา และ งบประมาณ  เพียงแค่หยิบยืมองค์ความรู้ความคิดสร้างสรรค์และประสบการณ์จากภายนอกที่แตกต่างจากสิ่งที่องค์กรมีอยู่มารวมกัน หรืออาศัยความร่วมมือระหว่างองค์กรที่มีธุรกิจที่มีสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันมาเติมเต็มร่วมกัน และสร้างนวัตกรรมร่วมกัน  ซึ่งวิธีนี้ สามารถลดระยะเวลาในการคิดค้น ทำให้องค์กรสามารถใช้เวลาส่วนใหญ่ในการคิดหา  "รูปแบบธุรกิจนวัตกรรม" ซึ่งจะเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จร่วมถึงโอกาสความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง อันจะส่งผลให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจมากกว่า

     ตัวอย่างที่เห็นชัด ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี โดยใช้นวัตกรรมแบบเปิด ก็คือ เครื่องเล่นเพลงดิจิตอล iPod ที่เป็นผลผลิตร่วมกัน จากวิศวกรกว่า 35 คนจากหลากหลายบริษัท ไม่ว่าจะเป็น Philips, IDEC, General Magic, Apple, Connextix และ WebTV ซึ่งในเวลาเพียง 6 เดือน ก็สามารถสร้างรูปแบบใหม่ของไฟล์เพลงดิจิตอล ซึ่งเป็นการสร้างความแตกต่างจากเครื่องเล่นเพลงดิจิตอลทั่วไป รวมถึงสร้างนวัตกรรมการฟังเพลงรูปแบบใหม่ ซึ่งแตกต่างจากเครื่องเล่น MP3 จน  iPod กลายเป็นสินค้าของแอปเปิล ที่สร้างยอดขายได้อย่างถล่มทลาย

     หรือ อีกกรณี ที่เห็นชัดก็คือ ระบบปฏิบัติการบนมือถือ  ซึ่งก่อนยุคจะมีสมาร์ทโฟน  โนเกีย เคยเป็นเจ้าตลาดของโลก โดยมีมือถือที่ทันสมัย ใช้งานที่หลากหลาย ทำงานบนระบบปฏิบัติการ ซิมเบียน เป็นตัวขับเคลื่อน แต่เนื่องจาก ระบบปฏิบัติดังกล่าวเป็นระบบที่ปิด ที่ไม่ได้เปิดให้ผู้คนภายนอกเข้ามามีส่วนร่วม ทำให้การเข้าถึงนวัตกรรมตัวนี้เข้าถึงยาก และมีคนใช้ได้น้อย เพราะมีราคาแพง

     จนกระทั่ง กูเกิล ได้เริ่มต้น โปรเจ็กต์ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์  ซึ่งเป็น แพลตฟอร์มโทรศัพท์มือถือ แบบเปิด โดยมีการจัดตั้งกลุ่มโอเพนแฮนด์เซตอัลไลแอนซ์ ซึ่งเป็นกลุ่มพันธมิตรในด้านเทคโนโลยี ซึ่งรวมไปด้วยกูเกิล กับผู้ผลิตอุปกรณ์เช่น เอชทีซีโซนี่ และ ซัมซุง รวมไปถึงผู้ให้บริการเครือข่ายเช่น สปรินต์ เน็กเทล และ ทีโมบายล์ และบริษัทผลิตฮาร์ดแวร์เช่น ควอล์คอมม์ และ เท็กซัสอินสตรูเมนส์  มาร่วมผลักดันระบบปฏิบัติการตัวใหม่ ซึ่งเป็นระบบที่เปิดให้ใครก็ได้ สามารถพัฒนา ต่อยอด ระบบปฏิบัติการตัวนี้  ส่งผลให้ในยุคปัจจุบัน มีหลากหลายบริษัทในโลก สามารถต่อยอด สร้างโมเดลธุรกิจของตัวเอง จากระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์  จนสร้างรายได้อย่างมหาศาล

     และปัจจุบันหากดูสัดส่วนผู้ใช้งานระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ นั้นมาเป็นอันดับ 1 ของโลก คาดว่าครองส่วนแบ่งถึง 70% จากจำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนทั้งหมด และบีบให้ ระบบปฏิบัติการซิมเบียน ตายลง และหายไปพร้อมกับการล่มสลายของบริษัท โนเกีย

     ทั้งหมด คือ แค่บางตัวอย่าง จากการร่วมกันใช้ “นวัตกรรมแบบเปิด” เท่านั้น

     สำหรับการเริ่มต้น ใช้พลังจาก “นวัตกรรมแบบเปิด” นั้นจำเป็นที่องค์กร จะต้องเริ่มต้น ด้วย 3 แนวทาง ก็คือ 1.เปิดใจ ก็คือ โดยเปิดในการรับรู้สิ่งใหม่  2. แบ่งปันหรือแลกเปลี่ยนแนวคิด ซึ่งเป็นการทลายกำแพงขององค์กร สามารถแชร์ไอเดีย และความคิดร่วมกันระหว่างหุ้นส่วนในธุรกิจนวัตกรรม  3. "การตัดสินใจ (make decision)" เพื่อการดำเนินการก่อนในการสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง

     อย่างไรก็ดี ตัวองค์กร อย่าเพิ่งไปสร้างข้อจำกัดมองว่า การนำ  “นวัตกรรมแบบเปิด” มาใช้จะเป็นเฉพาะธุรกิจด้านไอที หรือ เทคโนโลยี เท่านั้น แต่มันสามารถประยุกต์ใช้ได้ทุกธุรกิจ เพราะ คำว่า “นวัตกรรม” ไม่ได้จำกัดแค่ สินค้าไอที เทคโนโลยี เท่านั้น แค่แนวคิดใหม่ ก็นับเป็นนวัตกรรมแล้ว

     สำหรับประเทศไทยเอง เรื่อง ทฤษฏี “นวัตกรรมแบบเปิด” อาจจะเป็นของใหม่ และงานทางด้านวิจัยพัฒนา ของตัวเอง ก็ยังมีน้อย แต่มันก็ไม่ใช่ข้อจำกัดของ ธุรกิจไทย  เพราะไทยก็มีองค์ความรู้ เฉพาะของไทย ที่ประเทศอื่นๆไม่มีเช่นกัน และบางอย่างก็เห็นแล้วว่า เราแข่งขันในตลาดโลกได้ โดยเฉพาะธุรกิจอาหาร ที่ไทย มีเป้าหมายในการเป็นครัวของโลก   ซึ่งไทยก็ยังมี นักคิด ปราชญ์ชาวบ้าน นักวิชาการจากสถาบันการศึกษา รวมถึงพันธมิตรทางธุรกิจ ในการร่วมกันระดมสมอง เพื่อสร้างพัฒนา สินค้าที่ดี ที่สุดออกมาสู่ตลาด

     ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ ธุรกิจจะทลายกำแพง สร้างพันธมิตร เติมเต็มซึ่งกันและกัน และหาประโยชน์เติบโตไปด้วยกัน

 

ที่มารูปภาพ : https://capturehighered.com

ประเด็นหลักที่เกี่ยวข้อง

  • ประเทศไทยกับการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน

    6 กันยายน 2560

    “เมื่อโลกปัจจุบันมีความเชื่อมโยงมากขึ้น สินค้าและบริการไหลไปได้อย่างเสรี ไทยอยู่นิ่งไม่ได้ การที่โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีสิ่งที่เรียกว่า “disruptive technology” เช่น FinTech, Blockchain ผู้ที่ไม่ปรับตัวรับกับความเปลี่ยนแปลงก็จะสูญพันธ์ หรือไม่เติบโต”

  • ประเทศไทยกับการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน

    6 กันยายน 2560

    “เมื่อโลกปัจจุบันมีความเชื่อมโยงมากขึ้น สินค้าและบริการไหลไปได้อย่างเสรี ไทยอยู่นิ่งไม่ได้ การที่โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีสิ่งที่เรียกว่า “disruptive technology” เช่น FinTech, Blockchain ผู้ที่ไม่ปรับตัวรับกับความเปลี่ยนแปลงก็จะสูญพันธ์ หรือไม่เติบโต”

  • WEF จัดไทยขีดความสามารถแข่งขันอันดับ 40 ของโลก

    10 ตุลาคม 2562

    World Economic Forum (WEF) เปิดเผยรายงานดัชนีความสามารถทางการแข่งขันระดับโลก (Global Competitiveness Index: GCI) ปี 2019 ประเทศไทยได้คะแนนเพิ่มขึ้น แต่อันดับลดลงจาก 38 เป็น40 

  • ผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล ประจำปี 2562

    27 กันยายน 2562

    จากการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลโดยIMD ในปี 2562 ประเทศไทยมีอันดับความสามารถในการแข่งขันอยู่ที่อันดับ 40 จาก 63 ประเทศทั่วโลก โดยลดลง 1อันดับจากปี 2561 เมื่อพิจารณาผลการจัดอันดับของประเทศไทยตามปัจจัยหลักที่ใช้ในการจัดอันดับรวม 3 ด้าน ได้แก่ ความรู้ด้านดิจิทัล (Knowledge) เทคโนโลยี (Technology)  และความพร้อมในอนาคต (Future readiness) พบว่า ปัจจัยที่มีอันดับดีที่สุดยังคงเป็นด้านเทคโนโลยี (Technology) ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 27 ดีขึ้น 1 อันดับ จากปี 2561 รองลงมาคือปัจจัยด้านความรู้ด้านดิจิทัล (Knowledge) อยู่ในอันดับที่ 43 ซึ่งดีขึ้น 1 อันดับจากปี 2561 เช่นกันและปัจจัยด้านความพร้อมในอนาคต (Future readiness)อยู่ในอันดับที่ 50 ลดลง 1 อันดับจากปี2561

  • Thailand Competitiveness Conference 2019 Rethinking the Future

    23 กรกฎาคม 2562

    ในงานสัมมนา Thailand Competitiveness Conference 2019 : Rethinking the Future ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการเตรียมความพร้อมในทุกภาคส่วนในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเสนอแนวทางจากผู้เชี่ยวชาญ

  • การเตรียมความพร้อมในการแข่งขันของประเทศ

    23 กรกฎาคม 2562

    คุณเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธาน TMA Center for Competitiveness ประธานคณะทำงานกลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพ/แปรรูปอาหาร/ไบโออีโคโนมี คณะประสานการลงทุนในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ใช้ข้อมูลจาก BCG ซึ่งระบุปัจจัยสำคัญไว้ทั้งหมด 5 ด้าน

  • 3 ยุทธศาสตร์คิดใหม่เพื่ออนาคต

    19 กรกฎาคม 2562

    สิ่งที่ประเทศไทยต้องโฟกัสต่อจากนี้ คือ 1. ส่งเสริมพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทางด้านภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร 2. การพัฒนาคน โดยเฉพาะทักษะใหม่ๆ และการใช้เทคโนโลยีในการทำงาน  3. การสร้างการเชื่อมต่ออัจฉริยะ คือการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ และเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์   

  • “รัฐบาลแห่งอนาคต: เส้นทางการเปลี่ยนแปลงของไทย”

    17 กรกฎาคม 2562

    IMD ชี้การลงทุนจากภาครัฐจะช่วยให้ธุรกิจเกิดการปรับตัวทางดิจิทัลได้เร็วขึ้น เมื่อธุรกิจมีการปรับตัวทางดิจิทัล ย่อมช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศในภาพรวมได้

  • ปัญหาหลักของสตาร์ทอัพประเทศไทย

    5 กรกฎาคม 2562

    ปัญหาหลักของสตาร์ทอัพประเทศไทย คือ เรื่องของระบบนิเวศของสตาร์ทอัพ “Startup Ecosystem” ยังไม่เข้มแข็งพอ

  • ถึงเวลาสร้าง "สตาร์ทอัพ" ระดับยูนิคอร์น ในประเทศไทย

    21 มิถุนายน 2562

    ประเทศไทยมีการพูดถึงการสร้าง 'ธุรกิจสตาร์ทอัพ' กันมาอย่างจริงจัง ได้ 3-4 ปีแล้ว ตามนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการจะสร้างนักรบทางเศรษฐกิจรุ่นใหม่ เพื่อไปแข่งขันในตลาดโลก มาดูเคล็ดลับ ที่จะช่วยให้ธุรกิจสตาร์ทอัพ ประสบความสำเร็จ มีอะไรบ้าง

  • ‘นวัตกรรม’ ช่วยยกระดับ ‘อาหารไทย’ สู่เจ้าตลาดโลก

    21 มิถุนายน 2562

    อุตสาหกรรมที่เป็นรายใหญ่ของประเทศ คือ “อาหาร” ซึ่งเป็นโอกาสของประเทศ ด้วยเกษตรกรรมที่อยู่คู่กับอาหารมาอย่างยาวนาน เพราะเราเป็นประเทศผู้ผลิตอาหารส่งออกรายใหญ่ ทั้งสินค้าการเกษตร ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ รวมไปถึงสินค้าอาหารแปรรูปต่างๆ จึงไม่น่าแปลกใจที่กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร (Agro & Food Industry) จึงเป็นภาคอุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่และมีความสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจของประเทศ