ประเด็นหลัก

“เศรษฐกิจหมุนเวียน”ทฤษฎีสร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจ
10 ตุลาคม 2561

    การขยายตัวทางเศรษฐกิจมักจะเชื่อมโยงกับการกระตุ้นการบริโภค  ส่งผลให้ต้องมีการเร่งการผลิต เพื่อมารองรับการความต้องการที่เพิ่มขึ้น และมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากเพื่อมาเป็นวัตถุดิบในการผลิต

    แต่ทว่าทุกคนทราบกันดี ทรัพยากรบนโลกมนุษย์มีอยู่อย่างจำกัด และการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้อย่างฟุ่มเฟือย มันย่อมส่งผลกระทบตามมาในอนาคต ซึ่งความกังวลนี้เองทำให้เกิดความตื่นตัว ในเรื่องทฤษฏีการจัดการสมัยใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    โดยทฤษฏีดังกล่าว เรียกว่า “เศรษฐกิจหมุนเวียน” หรือ “Circular Economy” ซึ่งหัวใจของทฤษฏีนี้ก็คือ การให้คุณค่ากับวัตถุดิบให้มากที่สุด โดยคำนึงการสร้างผลิตภัณฑ์ที่รักษาและเก็บไว้ในนาน และมีการสร้างของเสียหรือมลพิษที่ต่ำที่สุด

    ซึ่งจะแตกต่างกับการจัดการกระบวนการผลิตในอดีต ที่เรียกว่า เศรษฐกิจแบบเส้นตรง “Linear Economy” ซึ่งเน้นการใช้ทรัพยากรครั้งละมากๆ เพื่อทำต้นทุนให้ต่ำที่สุด จากนั้นก็มาแปรรูปเป็นสินค้า บริโภคและก็ทิ้ง  โดยไม่นำกลับมาใช้อีก ซึ่งวิธีนี้ได้สร้างภาระให้กับโลกไว้อย่างมากมาย เห็นได้จากปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาขยะ และปัญหาน้ำเน่าเสีย ก็ล้วนเกิดมาจากการกระบวนการผลิตแบบนี้แทบทั้งนั้น

    ดังนั้นหลายประเทศจึงเริ่มกลับมาคิดมุมใหม่  เพราะเห็นแล้วว่า ทรัพยากรของโลกกำลังมีปัญหา เราได้เห็นสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในกระบวนการผลิต อย่าง ปิโตรเคมี น้ำมัน แร่ธาตุ ยังคงมีทิศทางขาขึ้น สะท้อนถึงการมีอยู่อย่างจำกัด และอนาคตก็คงจะยิ่งมีไม่เพียงพอ  ดังนั้นหลายประเทศจึงเริ่มหันมาใส่ใจกับ การบริหารจัดการทรัพยากรที่ดีขึ้น ผ่านการจัดการตามแบบ เศรษฐกิจหมุนเวียน

    โดยหัวใจของ  เศรษฐกิจหมุนเวียน ตั้งอยู่บนหลักการสามข้อ ประกอบไปด้วย 1) การรักษาและเพิ่มประสิทธิภาพทุนด้านทรัพยากรธรรมชาติ 2) การใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วยการหมุนเวียนวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ 3) การรักษาประสิทธิภาพของระบบด้วยการระบุและลดผลกระทบเชิงลบให้มากที่สุด ซึ่งวิธีการที่จะไปถึงหลักการดังกล่าว ก็ทำได้หลากหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็น 1. การดีไซน์สินค้าให้ใช้ได้อย่างยาวนาน (Long-Lasting Design), การบำรุงรักษา (Maintenance), การซ่อมแซม (Repair) , การนำกลับมาใช้ใหม่ (ReUse) การนำกลับมาผลิตใหม่ (Remanufacturing) การปรับแต่งใหม่ (Refurbishing) การแปรรูปกลับมาใช้ใหม่ (Recycling)และการแปรขยะให้กลับมาใช้เป็นสิ่งใหม่ (Upcycling)

    โดยในปัจจุบัน ประเทศผู้นำการผลิตของโลก อย่าง เยอรมนี ญี่ปุ่น และจีน ก็เริ่มนำวิธีคิดแบบ เศรษฐกิจหมุนเวียน มาปรับใช้ในกระบวนการผลิตภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น เพราะเชื่อว่า ด้วยวิธีการนี้จะ‘ปลดล็อค’ ปัญหามากมายที่มากับระบบเศรษฐกิจรูปแบบเดิม ยกตัวอย่างในประเทศเยอรมนี มีการแก้ไขเพิ่มเติมด้าน Circular Economy Policy ในช่วงปี 2000 ทำให้เยอรมนีสามารถนำของเสียจากกระบวนการผลิตมาใช้ใหม่ได้ถึง 14% และอุตสาหกรรมการจัดการของเสียกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง ก่อให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น 200,000 คน และสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 4 หมื่นล้านยูโร ในปี 2016

    ด้านประเทศญี่ปุ่นก็มีการผลักดันนโยบาย The Promotion of Effective Utilization of Resources Law เมื่อปี 2000 ทำให้ญี่ปุ่นประสบความสำเร็จอย่างมากในด้านการจัดการของเสีย โดยมีขยะจากการผลิตและบริโภค ที่ไม่ได้นำกลับไปใช้ใหม่เพียง 5% และอีก 95% เอาไปใช้ประโยชน์ใหม่ได้

    สุดท้ายประเทศจีน มีการประกาศใช้ Circular Economy Development Strategy and the Recent Action Plan ในปี 2013 ที่เน้นเรื่อง การผลิตที่สะอาด , สวนอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและ เมืองที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยรัฐบาลกลางเป็นผู้ลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และขอความร่วมมือจากภาคเอกชนและประชาชนให้ปฏิบัติตาม ซึ่งก็เริ่มประสบความสำเร็จตามลำดับ

    สำหรับประเทศไทย แม้ว่า “เศรษฐกิจหมุนเวียน” จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มันก็ยังอยู่ในวงจำกัด  ซึ่งก็มีบริษัทยักษ์ของประเทศบางแห่ง ปรับตัวนำแนวคิดนี้มาประยุกต์เข้ากับแนวทางการทำงานบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่แพร่หลาย ซึ่งในความเป็นจริง หลักการของ “เศรษฐกิจหมุนเวียน” ก่อให้เกิดผลดีต่อทุกธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ เพราะหากธุรกิจสามารถลดการใช้ทรัพยากรมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะประหยัดต้นทุนทางการเงินได้มากขึ้นเท่านั้น  บางครั้งแม้จะเป็นการปรับปรุงเพียงเล็กน้อย เช่น การลดขนาดใบเสร็จ ก็ช่วยบริษัทประหยัดเงินได้ ยิ่งถ้าสามารถนำกลับใช้ซ้ำได้อีกยิ่งจะช่วยกดต้นทุนให้ต่ำลงไปอีก เป็นต้น  ดังนั้นเรื่องของเศรษฐกิจหมุนเวียน จึงไม่เกี่ยวข้องกับขนาด แต่เกี่ยวข้องกับทัศนคติของแต่ละบริษัทมากกว่า

    ทั้งนี้เคยมีผลการศึกษาจากบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำของโลก อย่างแมคคินซีย์  พบว่า ภาคอุตสาหกรรมในกลุ่มสหภาพยุโรป มีสถานะทางการเงินที่ดีขึ้น หลังปรับมาใช้การผลิตในรูปแบบเศรษฐกิจหมุนเวียน  ส่วนใหญ่มีผลกำไรดีขึ้นจากการลดต้นทุนการสั่งซื้อวัตถุดิบลง และหากมองเป็นภาพรวม พบว่า กลุ่มสหภาพยุโรป ที่ปรับปรุงเข้ากับเศรษฐกิจหมุนเวียน สามารถทำให้วัตถุดิบเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ถึง 3% และมีการประเมินกันว่า ในปี 2030 กระบวนนี้จะช่วยให้ยุโรปประหยัดเงินในการซื้อวัตถุดิบถึง 600,000 ล้านยูโร รวมถึงสร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจมากกว่า 1.8 ล้านล้านยูโรอีกด้วย

    ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ องค์กรธุรกิจในประเทศไทย จะหันมาให้ความสำคัญกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้น เพราะระบบนี้ จะช่วยให้เกิดภาวะ วิน-วิน-วิน ถึง 3 ด้าน  คือ  1. ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ  2. ขณะที่ประเทศก็จะได้รับประโยชน์จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น  โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการจัดการขยะ การแปรรูปของเหลือใช้  และ 3. ภาคธุรกิจ ก็จะช่วยในการลดต้นทุนและเพิ่มรายได้จากเทคโนโลยีที่นำวัตถุดิบมาใช้อย่างคุ้มค่า รวมถึงยังสร้างโอกาสในการขยายธุรกิจรูปแบบใหม่ด้วย ซึ่งวินทั้งสามตัวนี้ก็จะนำพาให้เศรษฐกิจของไทย มีความแข็งแกร่ง และเติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไป

ประเด็นหลักที่เกี่ยวข้อง

  • ถึงเวลาเอกชน มีบทบาทสร้างความยั่งยืนให้ประเทศ

    10 ตุลาคม 2561

    การจะประยุกต์การใช้แนวคิดทางเศรษฐกิจหมุนเวียนนี้ หลักการสำคัญที่เอกชน จะต้องเปลี่ยนแปลงก็คือ  การเปลี่ยนทัศนคติ ที่ต้องมองเห็นการช่วยรักษาสภาพแวดล้อม และการลดการสร้างของเสียให้มากทึ่สุด  หากคิดถึงเรื่องนี้  กระบวนการเศรษฐกิจหมุนเวียนจะเกิดขึ้นเอง โดยธรรมชาติ  ซึ่งเมื่อปรับเปลี่ยนแล้วระบบนี้จะช่วยทั้งลดต้นทุนและสร้างโอกาสเติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไป