ประเด็นหลัก

ถึงเวลาเอกชน มีบทบาทสร้างความยั่งยืนให้ประเทศ
10 ตุลาคม 2561

    ภาวะการแข่งขันของโลก ที่ทำให้แต่ละประเทศทุ่มเทใช้ทรัพยากรอย่างไม่มีขีดจำกัด เพื่อสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งขันนั้น  ส่งผลให้โลกต้องประสบปัญหานานัปการ ทั้งควันพิษ ฝุ่นละออง น้ำเน่าเสีย สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง และสุดท้ายมีภัยพิบัติเกิดขึ้นเป็นวงกว้างไปทั่วโลก

    ซึ่งภาวการณ์แบบนี้ ทำให้องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้กำหนดทิศทางของโลกใหม่ โดยหันมาเน้นที่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ที่มุ่งการพัฒนาบนแนวทางที่ยั่งยืน สมดุล และรักษาสิ่งแวดล้อม 

    สำหรับประเทศไทยเอง ในฐานะเป็นหนึ่งในชาติสมาชิกยูเอ็น ก็รับแนวทางนี้มาปฏิบัติใช้ด้วย โดยนับตั้งแต่เริ่มแผนนี้ในปี 2558 ปีนี้ก็เป็นปีที่สาม  ซึ่งไทยเราเองก็มีการตื่นตัวในเรื่องนี้พอสมควร ประเมินจากการสำรวจล่าสุดของรายงาน SDG Index and Dashboards 2018  ซึ่งประเทศไทยของเรา ได้คะแนนที่69.2 คะแนนเฉลี่ยภูมิภาค 64.1 จัดอยู่ในอันดับที่ 59 จาก 156 ประเทศ  โดยผลงานที่โดดเด่นของไทย ก็คือ การขจัดความจน และการจัดการน้ำและสุขาภิบาล  

    นับว่า เป็นผลงานที่มีแนวโน้มที่ดีขึ้นโดยตลอด และยังสามารถพัฒนาไปได้ต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ดีผลงานที่ดีขึ้นทางบวกนั้น ส่วนใหญ่ล้วนมาจากการทำงานของภาครัฐแทบทั้งสิ้น แต่สำหรับภาคเอกชน ซึ่งถือเป็นอีกกลไกหลักของประเทศยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืนน้อยมาก 

    ประเด็นนี้เองทำให้ทางรัฐบาลเล็งเห็นถึงความสำคัญ และคาดหวังให้เอกชนตื่นตัวในเรื่องของการพัฒนาที่ยั่งยืนมากขึ้น เพราะเห็นแล้วว่า เป้าหมายการสร้างความยั่งยืนในระยะยาว คือ คำตอบที่จะผลักดันประเทศมุ่งหน้าไปข้างหน้า โดยเฉพาะการปลูกฝังให้องค์กรธุรกิจ ประยุกต์แนวคิดจาก ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy มาปรับใช้ในการประกอบธุรกิจ 

    เพราะหลักการของระบบเศรษฐกิจนี้ ก็คือ การให้คุณค่าการใช้วัตถุดิบและทรัพยากรต่างๆให้ใช้งานได้ยาวนานที่สุดและกลายเป็นของเสียน้อยที่สุด ซึ่งอนาคตเรื่องของการใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม จะเป็นประเด็นสำคัญต่อโลกการค้า และจะเป็นหนึ่งในมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี อนาคตคู่ค้า อาจตัดสินใจในการสั่งซื้อสินค้า จากความรับผิดชอบต่อสังคมและโลก รวมถึงการการใส่ใจสิ่งแวดล้อม  ดังนั้นเรื่องแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน จึงจะกลายเป็นแนวคิดพื้นฐานของภาคธุรกิจและจะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป 

    เบื้องต้นทางรัฐบาลก็พยายามกระตุ้นให้ภาคเอกชนตื่นตัวมากขึ้น เมื่อเร็วๆนี้ก็ได้สั่งการไปที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ เข้าไปช่วยคิด หามาตรการหรือ ออกสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติม สำหรับบริษัทที่ช่วยดูแลและปกป้องสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการร่วมพัฒนาสังคม ความเป็นอยู่ของชุมชน ซึ่งนี่ถือเป็นกลไกหนึ่งที่จะจูงใจให้เอกชน หันมาปรับการใช้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ภายในองค์กร 

    อย่างไรก็ดีการตื่นตัวเรื่อง แนวคิดจากระบบ เศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy ในประเทศไทยแม้ยังอยู่ในวงจำกัด แต่ก็มีหลายบริษัทชั้นนำ เริ่มนำแนวคิดนี้มาใช้ในการประกอบธุรกิจบ้างแล้ว ยกตัวอย่าง บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC) ก็ดำเนินธุรกิจตามแนวทางการ Circular Economy  มานานมาก และใช้กระบวนการและหลักคิด มาพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในกระบวนการผลิต และการจัดทำโครงการลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีการนำเทคโนโลยีการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล (Seawater Reverse Osmosis, SWRO) และการปรับปรุงคุณภาพน้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสีย ให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่เข้ามาช่วยในการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งปี พ.ศ. 2560 บริษัทฯ สามารถใช้น้ำซ้ำหรือนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ได้ถึง 7.69 ล้านลูกบาศก์เมตร  หรือการให้ความสำคัญกับการผลิตผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบชีวภาพ ได้ผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพ เพื่อผลิตถุงเพาะ ถุงปลูก พลาสติกทางการเกษตร รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่สามารถย่อยสลายได้

    นอกจากนี้ยังได้ ผนวกแนวคิดการออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ โดยพิจารณาตลอด วัฏจักรผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อใช้งานได้นานขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนการผลิตกว่า 2 ล้านบาทต่อปี และสร้างรายได้ให้แก่บริษัทฯ กว่า 140 ล้านบาทต่อปี

    หรือยกตัวอย่างบริษัทใหญ่อีกแห่ง อย่างบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG ก็เป็นอีกหนึ่งองค์กรที่มีความแอคทีฟ เกี่ยวกับการนำระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน มาจัดการในองค์กร  โดยขับเคลื่อนผ่าน 3 กลยุทธ์หลักๆ ได้แก่

1. Reduce material use และ Durability ลดการใช้ทรัพยากรในกระบวนการผลิต เช่น กระดาษลูกฟูก Green Carton ที่ใช้วัตถุดิบน้อยลงแต่คงความแข็งแรงเท่าเดิม และลดการผลิตและการขายพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียว รวมไปถึงการออกแบบเทคโนโลยีบ้านเย็น ที่จะช่วยในการประหยัดค่าไฟ 

2. Upgrade และ Replace คือ การพัฒนานวัตกรรมเพื่อทดแทนสินค้าหรือวัตถุดิบชนิดเดิม ด้วยสินค้าหรือวัตถุดิบชนิดใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ใช้ทรัพยากรน้อยลงหรือนำไปรีไซเคิลได้มากขึ้น และ  

3. Reuse และ Recycle คือ การเพิ่มความสามารถในการหมุนเวียนที่ใช้งานแล้วให้กลับมาใช้งานได้ใหม่ เช่น โรงอัดกระดาษ เพื่อรวบรวมเศษกระดาษกลับมารีไซเคิล การนำขวดแก้วใช้แล้วมาทดแทนทรายธรรมชาติในการผลิตฉนวนกันความร้อน เป็นต้น

    จะเห็นได้ว่า การนำระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน มาปรับใช้นั้น ไม่ได้สร้างความยากลำบาก หรือเพิ่มต้นทุนให้กับองค์กร หรือห้างร้านใดๆเลย หากบริษัทไหนอยากจะเริ่มก็สามารถดำเนินการได้ทันที เชื่อว่าการจะประยุกต์การใช้แนวคิดทางเศรษฐกิจหมุนเวียนนี้ หลักการสำคัญที่เอกชน จะต้องเปลี่ยนแปลงก็คือ  การเปลี่ยนทัศนคติ ที่ต้องมองเห็นการช่วยรักษาสภาพแวดล้อม และการลดการสร้างของเสียให้มากทึ่สุด  หากคิดถึงเรื่องนี้  กระบวนการเศรษฐกิจหมุนเวียนจะเกิดขึ้นเอง โดยธรรมชาติ  ซึ่งเมื่อปรับเปลี่ยนแล้วระบบนี้จะช่วยทั้งลดต้นทุนและสร้างโอกาสเติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไป

ประเด็นหลักที่เกี่ยวข้อง