ประเด็นหลัก

เมืองอัจฉริยะเกิดได้ ต้องมาจากความร่วมมือทุกฝ่าย
12 พฤศจิกายน 2561

   ในปัจจุบัน เรื่องของ เมืองอัจฉริยะ หรือ สมาร์ทซิตี้ ถือเป็นเมกะเทรนด์ ที่กำลังเป็นกระแสการเปลี่ยนแปลงไปทั่วโลก  ซึ่งการเข้ามาของเทคโนโลยีการพัฒนาเมืองสมัยใหม่ ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบเศรษฐกิจ ธุรกิจ สังคม วัฒนธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ของคนเป็นอย่างมาก

   โดยไอเดียหลักของเมืองอัจฉริยะ จะประกอบไปด้วยหลักการ 6 Smart ได้แก่ 1. Smart Economy เศรษฐกิจอัจฉริยะ 2. Smart Mobility การเคลื่อนย้ายอัจฉริยะ ได้แก่ การคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร  3. Smart Energy พลังงานอัจฉริยะ   4. Smart Governance  การจัดการภาครัฐอัจฉริยะ 5. Smart Living การใช้ชีวิตอัจฉริยะ และ 6. Smart People ประชาชนอัจฉริยะ

   แน่นอนองค์ประกอบของเมืองสมาร์ทซิตี้อาจจะมีมากกว่า หรือ น้อยกว่า หลักการนี้ก็ได้ ขึ้นอยู่กับยุทธศาสตร์การพัฒนาในแต่ละเมืองว่าต้องการมุ่งไปทางด้านใด

   ทั้งนี้ในปัจจุบัน มหานครใหญ่ทั่วโลก ก็ได้เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงตัวเองสู่เมืองอัจฉริยะ มากพอสมควร ทั้งใน ยุโรป อเมริกาเหนือ หรือ เอเชีย   โดยในกลุ่มประเทศในเอเชียนั้น ประเทศที่มีความโดดเด่นในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ อย่างมาก ก็คือ ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ และฮ่องกง ส่วนเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน ของเรา ก็มีสิงคโปร์  มาเลเชีย  และเวียดนาม ก็เร่งเดินหน้าในการพัฒนาสมาร์ทซิตี้ อย่างเต็มกำลัง

   หันมามองที่ประเทศไทยกันบ้าง รัฐบาลไทย ก็พยายามผลักดัน “สมาร์ทซิตี้”  ให้เกิดขึ้น  โดยได้มีการกำหนดแผนปฏิบัติการวาระแห่งชาติ : การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ขึ้นมา และได้มอบหมายให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี  เป็นแกนหลัก โดยสั่งการให้สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เป็นหน่วยงานที่ช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ให้เป็นรูปธรรม โดยในเฟสแรกมีการคัดเลือกจังหวัดนำร่อง  ใน 7 จังหวัดด้วยกัน ประกอบไปด้วย ภูเก็ต เชียงใหม่ ขอนแก่น  และจังหวัดในกลุ่มอีอีซี อย่าง ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา และ กรุงเทพฯ

   เห็นได้ชัดว่า รัฐบาลวางยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ เป็น 4 โซน นั้นก็คือ  โซนภาคใต้  โซนภาคเหนือ โซนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ โซนสุดท้าย คือ โซนภาคตะวันออก หรือ โซนเศรษฐกิจพิเศษ อีอีซี  ซึ่งแต่ละโซน แนวทางในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะก็มีความแตกต่างกัน  โดยจะเน้นการสร้างความอัจฉริยะให้สอดคล้องกับคาแรกเตอร์ของพื้นที่นั้นๆ

   อย่าง จังหวัดภูเก็ต ที่ได้รับเลือกให้เป็นพื้นที่นำร่อง ก็ถูกกำหนดวิสัยทัศน์เมืองอัจฉริยะ ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีการท่องเที่ยวเป็นตัวนำ ดังนั้นการพัฒนาจะต้องสอดรับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นหลัก  โดยเฉพาะการสร้างความสะดวกสบายให้กับนักท่องเที่ยว และการให้ความปลอดภัยกับผู้ที่มาท่องเที่ยว ดังนั้นจึงเกิดแผนงานพัฒนาหลากหลาย อาทิ ด้านการเข้าถึงข้อมูล จะต้องเพิ่มจุดเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตให้ครอบคลุมทั่วทั้งเกาะ  แบบไม่มีค่าใช้จ่าย  นอกจากนั้นภูเก็ตยังวางแผนพัฒนาการ ใช้สายรัดข้อมือในการติดตามนักท่องเที่ยวประกอบกับข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อวิเคราะห์สารสนเทศเกี่ยวกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว  รวมถึงจะนำเทคโนโลยีการจดจำใบหน้ามาใช้ร่วมกับกล้องวงจรปิดเพื่อป้องกันอาชญากรรม เป็นต้น

   ขณะเดียวกัน จังหวัดขอนแก่น ก็มีการนำร่องเมืองอัจฉริยะเช่นเดียวกัน  โดยขอนแก่น ถูกวางตัวในฐานะเป็นเมืองศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ การเชื่อมโยงการค้าขายในระหว่างภูมิภาคอีสานและประเทศเพื่อนบ้าน  ดังนั้นการพัฒนา ก็จะเน้นในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง ที่จะต้องมีความสะดวกรวดเร็ว ลดปัญหาจราจร และการวางผังเมืองเพื่อรองรับการขยายตัวของชุมชนเมือง ในฐานะเมืองเศรษฐกิจ ที่รองรับการเติบโตทางการค้า การลงทุน และการเชื่อมต่อการเดินทางในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

   ส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ถูกวางให้เป็นเมืองอัจฉริยะ ด้านการท่องเที่ยวและภาคเกษตร โดยกำหนดเป้าหมายออกเป็น 3 ยุทธศาสตร์ ประกอบไปด้วย 1.กินดี : ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล  (Smart Tourism, Smart Agriculture , Digital Economy) เนื่องมาจาก  80% ของเชียงใหม่ เป็นพื้นที่เกษตรกรรม ดังนั้นจึงมีการมองหาเทคโนโลยีมาช่วยตอบโจทย์การเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร อาทิ  การบริหารจัดการน้ำ การใช้เทคโนโลยีอย่าง เซนเซอร์ และโดรนมาประยุกต์ใช้เพิ่มผลผลิตการเกษตร    2.อยู่ดี : ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน (Smart Living, Smart Learning , Digital Social) โดยการใช้เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนข้อมูลในการดูแลผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกล เพื่อป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ  3.มีสุข : ยกระดับความมั่นคง (Smart Security , Smart Environment , Smart Conservation) เช่นการนำเทคโนโลยี ตรวจจับควัน ไฟป่า  เป็นต้น

   จะเห็นได้เลยว่าทุกจังหวัดแม้จะมีแผนงานของตัวเองชัดเจน แต่แผนจะไม่ประสบความสำเร็จเลย หากไม่ได้รับความร่วมมือจากเอกชน หรือ ภาคประชาชนในพื้นที่ รวมถึงสถาบันการศึกษา เหมือนขาสามขา ที่ช่วยเกื้อหนุนให้แผนงานเดินไปข้างหน้าได้

   อย่างไรก็ตามประเทศไทย ถือว่า โชคดีมาก เพราะทุกภาคส่วนต่างก็ให้ความร่วมมือ และมองไปในเป้าหมายเดียวกัน คือ การสร้างเมืองอัจฉริยะเพื่อสร้างการเติบโตยั่งยืนในอนาคต  อย่างในจังหวัดเชียงใหม่เอง ก็มีมหาวิทยาลัยจำนวนมาก ทั้ง ม.เชียงใหม่ ม.แม่โจ้  ซึ่งที่ผ่านมา ก็ได้มีการทดลองร่วมกับภาครัฐในการทดลองการนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาช่วยในการพัฒนาการเกษตรการพัฒนาระบบเซ็นเซอร์ไร้สายในการจ่ายน้ำเพื่อการเกษตรซึ่งจะช่วยประหยัดการใช้น้ำและเพิ่มผลผลิตและยังได้พัฒนาโดรนเพื่อการเกษตร ที่ใช้สำหรับการพ่นยาฆ่าแมลงและปุ๋ยในพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งช่วยลดการใช้แรงงานและประหยัดเวลา อีกทั้งยังสามารถตรวจสอบและจัดการปัญหาเรื่องไฟป่าและหมอกควันได้อีกด้วย

   ส่วนที่ ภูเก็ตเอง เอกชนท้องถิ่น ไปจนถึงประชาชนในเมืองภูเก็ตเองก็มีความตื่นตัวที่จะเห็นความก้าวหน้าเมืองได้ริเริ่มก่อตั้ง บริษัท ภูเก็ตพัฒนาเมือง จำกัด  ภายใต้วิสัยทัศน์ "ภูเก็ตเมืองเขียว" ด้วยนวัตกรรมโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคมขนส่งสีเขียว  โดยได้ ประสานงานคู่ขนานกับภาครัฐเพื่อการพัฒนาพื้นที่จังหวัดภูเก็ตให้เป็นเมือง Smart City  ปัจจุบันบริษัทให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับเรื่องการพัฒนาระบบขนส่งมวลชน เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนและนักท่องเที่ยว และได้ผลักดันให้เกิดระบบขนส่งมวลชนหลัก คือ รถไฟฟ้ารางเบา และระบบขนส่งมวลชนรอง คือ รถบัสโดยสารประจำทาง 6 สายวิ่งทั่วเมือง

   ด้านขอนแก่นเอง นอกจากเทศบาลนครขอนแก่นจะเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เมืองอัจฉริยะแล้ว ทางองค์กรเอกชน ก็มีส่วนร่วมด้วยการจัดตั้งบริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง(เคเคทีที) จำกัดรวมตัวเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของจังหวัดตนเองในเชิงออกแบบและพัฒนาเมืองอย่างถูกหลักวิชาการเพื่อรองรับบทบาทของเมืองที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต จึงเกิดเป็นแนวคิดพัฒนาแบบโครงข่ายระบบขนส่งสาธารณะ 5 เส้นทาง Mobility Drives City เพื่อให้การเกิดการดินทางที่เชื่อมโยง สอดคล้องกับการเป็นเมืองศูนย์กลางการค้าในภาคอีสาน

   เห็นได้ชัดว่าหากต้องการจะสร้างจังหวัดอัจฉริยะ ไม่ใช่เป็นแค่ภาระหน้าที่ของภาครัฐเพียงหน่วยงานเดียว แต่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน รวมตัวทำให้เกิดพลัง และเมื่อมันมีพลังมากพอ มันก็จะเปลี่ยนแปลงสังคมได้เอง และมั่นใจว่าทุกโมเดลที่กล่าวมา จะเป็นคีย์หลักในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ในจังหวัดอื่นๆต่อไป

ประเด็นหลักที่เกี่ยวข้อง


    Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/admin/domains/thailandcompetitiveness.org/public_html/topic_detail.php on line 143
  • การจัดการข้อมูล คือ หัวใจหลักของเมืองอัจฉริยะ

    12 พฤศจิกายน 2561

       ในปัจจุบันหลายเมืองทั่วโลก พยายามที่จะยกระดับให้กลายเป็นเมืองอัจฉริยะ หรือ สมาร์ทซิตี้ ซึ่งความยาก-ง่ายในการเปลี่ยนแปลง ขึ้นอยู่กับขนาดของเมืองและจำนวนประชากรที่อาศัย เพราะหัวใจที่จะพัฒนาเมืองอัจฉริยะขึ้นอยู่กับการจัดการข้อมูลจำนวนมหาศาลและตอบสนองต่อข้อมูลที่ได้มานั้นอย่างไร