ประเด็นหลัก

TMA และสภาพัฒน์เผยผลการจัดอันดับ IMD World Talent Ranking 2018 ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 42
20 พฤศจิกายน 2561

TMA และสภาพัฒน์เผยผลการจัดอันดับ IMD World Talent Ranking 2018

ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 42

   กรุงเทพฯ – สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย หรือ ทีเอ็มเอ (TMA) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเผยผลการจัดอันดับ World Talent Ranking จาก World Competitiveness Center ของ International Institute for Management Development หรือ IMD สวิตเซอร์แลนด์ ประจำปี 2561 ซึ่งทำการจัดอันดับความสามารถของ 63 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก ด้านการพัฒนา ดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีศักยภาพ (Talent) โดยเขตเศรษฐกิจที่อยู่ในอันดับสูงสุด 10 อันดับแรกอยู่ในยุโรปถึง 9 อันดับ ประกอบด้วยเขตเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศนอร์ดิกถึง 4 เขตเศรษฐกิจ คือ เดนมาร์ก นอร์เวย์ ฟินแลนด์ และสวีเดน และเขตเศรษฐกิจนอกยุโรปมีเพียงแคนาดาเท่านั้น

   สำหรับเขตเศรษฐกิจในกลุ่มอาเซียนที่ได้รับการจัดอันดับ 5 เขตเศรษฐกิจ สิงคโปร์นับได้ว่าอยู่ในอันดับนำมาโดยตลอด อยู่ในอันดับ 13 เช่นเดียวกับปี 2560 และมีจุดเด่นในด้านความพร้อมของบุคลากรที่อยู่ในอันดับที่ 2 จาก 63 เขตเศรษฐกิจ สิงคโปร์ให้ความสำคัญกับมาตรการด้านการดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพจากภายนอกมาเสริมข้อจำกัดด้านกำลังคนในประเทศของตนเอง ขณะที่มาเลเซียมีอันดับดีขึ้นจาก 28 เป็นอันดับที่ 22 ในปีนี้ได้ให้ความสำคัญกับการลงทุนและพัฒนาบุคลากร ส่วนอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์อยู่ในอันดับที่ 45 และ 55 ตามลำดับ

   ทางด้านประเทศไทยมีผลการจัดอันดับคงที่อยู่อันดับที่ 42 เช่นเดียวกับปีที่แล้ว พิจารณาผลการจัดอันดับที่ประกอบด้วย 3 ด้านคือ การลงทุนและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Investment & Development) ความสามารถในการดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพจากภายนอกประเทศ (Appeal) และความพร้อมของบุคลากรที่มีอยู่ในประเทศ (Readiness) ปรากฏว่าประเทศไทยมีจุดเด่นด้านการดึงดูดและรักษาบุคลากรจากภายนอกอยู่ในอันดับที่ 24 ในขณะที่ด้านการลงทุนและพัฒนาบุคลากร และความพร้อมของบุคลากรยังอยู่ในอันดับค่อนข้างต่ำ คืออันดับที่ 46 และ 50 ตามลำดับ

   ทั้งนี้ ประเด็นที่ประเทศไทยยังต้องพิจารณาปรับปรุง ได้แก่ การเร่งยกระดับคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ ในมิติอัตราส่วนของครูต่อนักเรียนโดยเฉพาะในระดับมัธยมศึกษา งบประมาณค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาต่อคนของนักเรียน การขยายตัวของกำลังแรงงาน และประเด็นสำคัญที่มีผลต่อความพร้อมของบุคลากรคือ ความสามารถด้านภาษา ผลการสอบวัดระดับ PISA (Program for International Student Assessment) ของ OECD ซึ่งเป็นการวัดความพร้อมของนักเรียนในการใช้ชีวิตในวัยผู้ใหญ่โดยนำความรู้ทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ไปใช้ในการทำความเข้าใจและต่อยอดการเรียนรู้

   ดร. ทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกล่าวว่า ประเด็นด้านทรัพยากรมนุษย์เป็นประเด็นที่มีความสำคัญและยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีได้กำหนดยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ไว้เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ 6 ด้าน โดยมีประเด็นยุทธศาสตร์เรื่องการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต รวมถึงการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 ซึ่งจะมีการจัดทำแผนแม่บทเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติอย่างแท้จริงต่อไป

   ในขณะที่ นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานศูนย์เพื่อการพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน TMA (TMA Center for Competitiveness) กล่าวว่า เราต้องจริงจังมากขึ้นในการลงทุนเพื่อพัฒนาศักยภาพของคน เพิ่มความพร้อมของบุคลากรไทย เพราะจากตัวอย่างเขตเศรษฐกิจที่ติดอันดับท็อปเทน จะเห็นได้ว่าล้วนมีจุดเด่นในด้านการลงทุนเพื่อการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

รัฐบาลไทยได้กำหนดนโยบายและเริ่มดำเนินการที่จะปฏิรูปการศึกษาในด้านต่างๆ ไปบ้างแล้ว เช่น

  • การปรับโครงสร้างกระทรวงวิทยาศาสตร์ที่รวมหน่วยงานด้านการวิจัย และสถาบันอุดมศึกษาเข้ามาบูรณาการกัน
  • โครงการปรับปรุงระบบการศึกษาไทย ซึ่งกระทรวงศึกษาได้ว่าจ้างธนาคารโลกมาวิเคราะห์ประเด็นปัญหา และเสนอแนะแนวทางที่สอดคล้องกับระบบสากล
  • โครงการนำร่องโรงเรียนประชารัฐและโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School Sand-box) ที่เปิดให้นักวิชาการการศึกษา ธุรกิจเอกชน และท้องถิ่น เข้ามีส่วนร่วมในการบริหารโรงเรียนในพื้นที่

   อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาที่สะสมมายาวนาน เพื่อเตรียมเยาวชนและคนไทยทุกระดับ ให้พร้อมกับความท้าทายของโลกในยุคใหม่ ต้องการความมุ่งมั่นอย่างจริงจัง การเปิดใจยอมรับความเปลี่ยนแปลงจากบุคลากรในภาครัฐจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดผลสำเร็จได้

   ในส่วนการพัฒนาความพร้อมของบุคลากรภาครัฐและเอกชน TMA ได้ดำเนินโครงการ Thailand Competitiveness Enhancement Program (TCEP) ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดย 3 ปีต่อจากนี้ จะมุ่งเน้นการนำนวัตกรรมด้านการศึกษา และเทคโนโลยีดิจิทัลมาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาต่อไป

 

ประเด็นหลักที่เกี่ยวข้อง

  • การจัดการข้อมูล คือ หัวใจหลักของเมืองอัจฉริยะ

    12 พฤศจิกายน 2561

       ในปัจจุบันหลายเมืองทั่วโลก พยายามที่จะยกระดับให้กลายเป็นเมืองอัจฉริยะ หรือ สมาร์ทซิตี้ ซึ่งความยาก-ง่ายในการเปลี่ยนแปลง ขึ้นอยู่กับขนาดของเมืองและจำนวนประชากรที่อาศัย เพราะหัวใจที่จะพัฒนาเมืองอัจฉริยะขึ้นอยู่กับการจัดการข้อมูลจำนวนมหาศาลและตอบสนองต่อข้อมูลที่ได้มานั้นอย่างไร

  • เมืองอัจฉริยะเกิดได้ ต้องมาจากความร่วมมือทุกฝ่าย

    12 พฤศจิกายน 2561

                ในปัจจุบัน เรื่องของ เมืองอัจฉริยะ หรือ สมาร์ทซิตี้ ถือเป็นเมกะเทรนด์ ที่กำลังเป็นกระแสการเปลี่ยนแปลงไปทั่วโลก  ซึ่งการเข้ามาของเทคโนโลยีการพัฒนาเมืองสมัยใหม่ ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบเศรษฐกิจ ธุรกิจ สังคม วัฒนธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ของคนเป็นอย่างมาก

                โดยไอเดียหลักของเมืองอัจฉริยะ จะประกอบไปด้วยหลักการ 6 Smart ได้แก่ 1. Smart Economy เศรษฐกิจอัจฉริยะ 2. Smart Mobility การเคลื่อนย้ายอัจฉริยะ ได้แก่ การคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร  3. Smart Energy พลังงานอัจฉริยะ   4. Smart Governance  การจัดการภาครัฐอัจฉริยะ 5. Smart Living การใช้ชีวิตอัจฉริยะ และ 6. Smart People ประชาชนอัจฉริยะ