ประเด็นหลัก

กำจัดจุดอ่อน พัฒนาทรัพยากรมนุษย์
21 ธันวาคม 2561

   จากรายงาน  World  Talent  Ranking  ของสถาบัน  IMD สวิตเซอร์แลนด์ ประจำปี 2561 ซึ่งพบว่า อันดับทางด้านทรัพยากรมนุษย์ของประเทศไทยยังคงอยู่ที่อันดับ 42  เมื่อเทียบกับปีก่อน  โดยแม้ว่าอันดับจะคงที่ แต่ก็เห็นสัญญาณที่ดีขึ้นในทุกด้าน  อย่างในด้านดึงดูดบุคลากรในปีนี้ได้คะแนน 61.32  ขณะที่ปีก่อนหน้าอยู่ที่ 59.21  ส่วนด้านการลงทุนและพัฒนา ก็ได้คะแนนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 41.12 สูงกว่าปีก่อนหน้าที่มีคะแนน 37.18 และด้านสุดท้าย ด้านความพร้อมของบุคลากร ก็มีคะแนนขยับเพิ่มมาอยู่ที่ 39.8  สูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้าที่อยู่ที่ 36.37

   แต่ปัญหาคือ จะทำอย่างไรถึงจะเร่งสปีดการพัฒนาเพื่อทำอันดับขึ้นไปให้สูงขึ้น เพราะต้องยอมรับว่า ทุกประเทศหรือเขตเศรษฐกิจ ก็มีเป้าหมายที่จะยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งสิ้น  โดยเฉพาะเรื่องของทรัพยากรบุคคล หรือ แรงงาน ที่ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยการผลิตที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจ

   ดังนั้นหากวิเคราะห์ตัวเลขการแข่งขันแล้ว เรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของไทยมีความล่าช้ามาก  เพราะหากเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเดียวกัน ทุกประเทศมีการปรับอันดับขึ้นเทียบทั้งสิ้น อย่างมาเลเชียปรับขึ้น 6 อันดับ อินโดนีเชียขึ้น 2 อันดับ มีเพียงฟิลิปปินส์ที่ติดลบ 10 อันดับ โดยกลุ่มที่นำหน้าก็ทำคะแนนเร่งหนี ส่วนที่อยู่ท้ายประเทศไทยก็ขยับอันดับจนมาจี้ติดประเทศไทยแล้ว   

   ทั้งนี้เมื่อลองประเมินความสามารถของคู่แข่งในละแวกเดียวกัน ก็มีจุดแข็งที่ทำได้ดี อย่าง สิงคโปร์มี จุดเด่นในด้านความพร้อมของบุคลากรที่อยู่ในอันดับที่ 2 จาก 63 เขตเศรษฐกิจ และสิงคโปร์ให้ความสำคัญกับมาตรการด้านการดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพจากภายนอกมาเสริมข้อจำกัดด้านกำลังคนในประเทศของตนเอง  ขณะที่มาเลเซียมีอันดับดีขึ้นจาก 28 เป็นอันดับที่ 22 ในปีนี้ได้ให้ความสำคัญกับการลงทุนและพัฒนาบุคลากร  ส่วน อินโดนีเชีย ก็มีจุดแข็งในการดึงคนที่มีความสามารถเข้าไปทำงาน ขณะเรื่องการลงทุนและการพัฒนาบุคคล ก็ขยับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

   เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทยเอง ลงลึกไปในแต่ละกลุ่มตัวชี้วัด พบว่า สิ่งที่เป็นจุดแข็ง และทำคะแนนได้ดี คือ ได้แก่ ด้านการดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถ ซึ่งประเทศไทย อยู่ในอันดับที่ 24 แม้อันดับจะลดลงจากปีก่อน แต่คะแนนโดยรวมเราดีขึ้น และนี่คือ จุดแข็งที่ดีสุดของไทย  โดยปัจจัยที่จูงใจชาวต่างชาติเข้ามาทำงาน ก็เป็นเพราะ อัตราภาษี ที่จูงใจ  และเรื่องของค่าครองชีพ  รวมถึงคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งคนต่างชาติจะได้รับความสะดวกสบายแบบนี้ในประเทศไทย

   รองลงมา ได้แก่ ด้านการลงทุนและพัฒนา ซึ่งประเทศไทยได้ผลคะแนนรวมอยู่ในอันดับที่ 46 (ลำดับเพิ่มขึ้นจากปี 2017 เดิมอันดับที่ 48 โดยเพิ่มขึ้นทั้งลำดับและคะแนน  ซึ่งไทยมีจุดแข็งที่ดีมากในเรื่องของการพัฒนาฝึกปรือฝีมือแรงงาน  แต่สิ่งที่เป็นตัวฉุดไม่ให้อันดับดีขึ้นเท่าที่หวัง ก็เป็นเพราะระบบการศึกษาไทย ที่ยังขาดคุณภาพ โดยเฉพาะสัดส่วนครูผู้สอนนักเรียนมัธยม ที่อยู่อันดับรองสุดท้ายของการสำรวจ ซึ่งไทยจำเป็นต้องแก้ไข เป็นการด่วน หรือแม้กระทั่งการเพิ่มงบประมาณค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาต่อคนของนักเรียนที่ยังมีน้อยเกินไป

   และด้านสุดท้ายที่ไทยเราต้องพัฒนามากที่สุด ก็คือ   ด้านความพร้อมด้านบุคลากร ที่เรายังอยู่ในอันดับที่ 50 ซึ่งพบว่า ในกลุ่มนี้ ไทยเรามีจุดอ่อนหลายด้านมาก  โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะภาษา การสร้างจำนวนแรงงานหน้าใหม่เข้าสู่ระบบที่มีน้อย  

   ดังนั้นสิ่งที่ต้องดำเนินการเพิ่ม ก็คือ การจัดอบรมฝึกทักษะต่างๆ ให้กับแรงงาน หรือ นักเรียน นักศึกษารวมถึงพัฒนา ความสามารถด้านภาษา และการให้ความสำคัญกับผลการสอบวัดระดับ PISA (Program for International Student Assessment) ของ OECD ซึ่งเป็นการวัดความพร้อมของนักเรียนในการใช้ชีวิตในวัยผู้ใหญ่โดยนำความรู้ทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ไปใช้ในการทำความเข้าใจและต่อยอดการเรียนรู้

   อย่างไรก็ดีถ้าอยากเร่งการพัฒนา ประเทศไทยต้องจริงจังมากขึ้นในการลงทุนเพื่อพัฒนาศักยภาพของคน เพิ่มความพร้อมของบุคลากรไทย เพราะจากตัวอย่างเขตเศรษฐกิจที่ติดอันดับท็อปเทน จะเห็นได้ว่าล้วนมีจุดเด่นในด้านการลงทุนเพื่อการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยสิ่งเหล่านี้จะให้ภาครัฐ เป็นผู้ดำเนินการฝ่ายเดียวไม่ได้  แต่จะต้องร่วมมือกัน ระหว่าง รัฐบาล เอกชน และสถาบันวิชาการ

   โดยที่ผ่านมา แม้ภาครัฐจะมีความตื่นตัวมากในเรื่องของการพัฒนาการทางด้านการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างกระทรวงกระทรวงวิทยาศาสตร์ที่รวมหน่วยงานด้านการวิจัย และสถาบันอุดมศึกษาเข้ามาบูรณาการกันเป็น “กระทรวงการอุดมศึกษาวิจัยและนวัตกรรม”  ที่จะมุ่งเน้นการพัฒนาบุคคล และการสร้างนวัตกรรมแบบใหม่

ทางกระทรวงศึกษาธิการ เอง ก็ว่าจ้างธนาคารโลกมาวิเคราะห์ประเด็นปัญหา และเสนอแนะแนวทางที่สอดคล้องกับระบบสากล  มีการจัดทำ  โครงการนำร่องโรงเรียนประชารัฐและโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School Sand-box) ที่เปิดให้นักวิชาการการศึกษา ธุรกิจเอกชน และท้องถิ่น เข้ามีส่วนร่วมในการบริหารโรงเรียนในพื้นที่

   ซึ่งการร่วมมือกันทั้งสามฝ่ายแบบ (Triple-helix) เชื่อว่า จะเป็นอีกกลยุทธ์ที่จะเร่งการพัฒนาความสามารถของทรัพยากรมนุษย์ได้ เพราะคาวมร่วมมือกันแบบสามฝ่าย ยังทำได้อีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการ จัดคอร์ทอบรม หรือการที่เอกชนจะตั้งสถาบันการศึกษา หรือ พัฒนาฝีมือแรงงานของตัวเอง เพื่อผลิตบุคลากรที่ตรงกับทักษะที่ตัวเองต้องการ

   ทั้งนี้เชื่อว่าหากทั้งสามฝ่ายทำงานด้วยกันอย่างใกล้ชิด ก็คงจะเห็นมิติการพัฒนาทรัพยากรบุคคลที่เด่นชัดขึ้น  แม้ว่า เรื่องปัญหาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จะเป็นเรื่องที่สะสมมายาวนานแต่ถ้าเกิดการร่วมมือกัน เช่น ภาครัฐ สนับสนุนมาตรการทางกฎหมายต่างๆ ทั้งมาตรการภาษี หรือ การอนุมัติวีซ่าทำงาน สำหรับคนที่มีความรู้ ความสามารถ เข้ามาทำงานในไทยง่ายขึ้น ขณะที่ เอกชน กับสถาบันวิชาการ ก็ต้องจับมืออย่างใกล้ชิด นำองค์ความรู้มาต่อยอด และสร้างนวัตกรรมและสินค้าบริการใหม่ออกมา รวมถึงนำความรู้ทางวิชาการใหม่ๆมาพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานของเอกชน เชื่อว่า ปัญหาที่หมักหมม มาอย่างยาวนาน นั้นสามารถจัดการได้ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างต้องการความมุ่งมั่นอย่างจริงจัง การเปิดใจยอมรับความเปลี่ยนแปลงจากบุคลากรของทุกองค์กร การพัฒนาก็จะถูกยกระดับไปข้างหน้าได้

ประเด็นหลักที่เกี่ยวข้อง