ประเด็นหลัก

Re-Skill คือ สิ่งสำคัญที่คนยุค 2019 ต้องไม่มองข้าม
31 มกราคม 2562

   ความท้าทายของคนทำงานยุคนี้  ก็คือ การเตรียมตัวรับมือกับการเข้ามาของเทคโนโลยี  ที่นับวันจะเก่งขึ้น ฉลาดขึ้น และถูกลง จนมันอาจจะแย่งตำแหน่งงานที่มนุษย์เคยทำอยู่ได้ตลอดเวลา

   ทั้งนี้ ที่ผ่านมา มีการศึกษาเกี่ยวกับประเด็น "เทคโนโลยีจะมาแทนที่แรงงานมนุษย์ไว้มากมาย" อย่างบทความเรื่อง  "Future of Jobs" ที่จัดทำโดยสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ก็มีการประเมินกันว่า ตำแหน่งงานกว่า 5 ล้านตำแหน่งกำลังจะหายไปภายในปี 2020  และถูกเข้ามาแทนที่ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งสอดรับกับผลการศึกษาของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ (ITU) ที่ระบุในแนวทางเดียวกันว่า การเข้ามาของเทคโนโลยีสื่อสารยุคที่ 5 หรือ 5G จะส่งผลทำให้มีคนตกงานอีกกว่า10-30%

   เห็นได้ชัดว่า ชีวิตของคนทำงานในยุคปัจจุบันนั้นไม่มีทางรู้เลยว่างานที่ตัวเองเคยทำอยู่จะถูกแทนที่ด้วยคอมพิวเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ หุ่นยนต์เมื่อไหร่ อย่างไรก็ตามในอีกมุม  การเข้ามาของเทคโนโลยีสมัยใหม่ก็มีการสร้างตำแหน่งงานใหม่เช่นเดียวกัน นั่นก็หมายความว่า หากใครที่สามารถปรับตัวได้ และเสริมทักษะความสามารถ ให้สอดรับกับเทคโนโลยีและงานสมัยใหม่ โอกาสที่จะถูกเขี่ยพ้นจากตลาดงานก็เป็นไปได้ยากด้วยเช่นกัน

   แต่คำถาม คือ ทักษะแบบไหนที่คนยุค 2019 จำเป็นต้องเรียนรู้ ??

   เรื่องนี้อาจไม่มีคำตอบที่ตายตัว ซึ่งแต่ละคนจำเป็นต้องหาคำตอบที่เป็นเฉพาะตามสายงานของตัวเอง แต่สิ่งที่คนยุคปัจจุบันจำเป็นต้องรู้ ก็คือ การมองภาพของอุตสาหกรรมที่เราทำงานอยู่ให้ออกว่า ภายในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า จะมีทิศทางไปทางไหน และจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง และที่สำคัญมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีแบบใดในการเพิ่มศักยภาพของธุรกิจบ้าง ถ้ามองภาพออก การเตรียมตัวสำหรับการพัฒนาความรู้ก็จะทำได้ถูกต้อง และจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับการทำงานในอนาคตได้

   ทั้งนี้จากข้อมูลรายงาน “The Future of Jobs Report 2018”  ของสภาเศรษฐกิจโลกหรือ WEF ซึ่งทำการสำรวจองค์กรธุรกิจทั่วโลกกว่า 313 บริษัท มีการจ้างงานกว่า 15 ล้านอัตรา ครอบคลุมครบทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ระบุตรงกันว่า ภาพของธุรกิจในช่วง ปี 2018-2022 จะถูก 4 เทคโนโลยีหลัก เข้ามาขับเคลื่อนองค์กร ซึ่งประกอบไปด้วย อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง , ปัญญาประดิษฐ์  ,บิ๊กดาต้า รวมถึง คลาวด์เทคโนโลยี

   โดยหลายธุรกิจที่ตอบแบบสอบถาม ก็เริ่มมองหาเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้แทนแรงงานมนุษย์  เพราะมองว่า สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต และสามารถขยายตลาดไปยังกลุ่มลูกค้าประเภทใหม่ๆได้  ดังนั้นในหลายองค์กร เริ่มมองถึงการลดขนาดองค์กร และลดตำแหน่งงานที่ทำงานช้ำๆ ให้แทนที่ด้วยการใช้หุ่นยนต์ หรือ เทคโนโลยี สมัยใหม่แทน แต่ในขณะเดียวกันนอกจากจะลดขนาดแล้ว ทุกองค์กรก็มองหาการเพิ่มสัดส่วนการจ้างงานในกลุ่มงานประเภทใหม่ที่เข้ามาเสริมกับการทำงานของเทคโนโลยี อาทิ  นักวิเคราะห์หรือนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล , นักพัฒนาซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชั่น, ผู้เชี่ยวชาญด้านอีคอมเมิร์ซ และ โซเซียลมีเดีย , นักออกแบบประสบการณ์ใช้งานระหว่างมนุษย์กับระบบอัตโนมัติ , ผู้เชี่ยวชาญ ด้านหุ่นยนต์ ฯลฯ เป็นต้น

   ประเด็นปัญหา คือ เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร แน่นอนย่อมมีแรงเสียดทาน อาจจะส่งผลต่อธุรกิจ ดังนั้นในอีกแนวทางที่เจ้าของธุรกิจอาจจะเลือก คือ แนวทางการฝึกฝนพนักงานในองค์กรที่มีอยู่เดิมให้สามารถย้ายไปทำในตำแหน่งงานใหม่ได้ โดยวิธีการนี้ก็จะถือว่า วิน- วิน กันทั้งสองฝ่าย  

   เมื่อย้อนกลับมาที่คำถามแรก สิ่งที่คนยุค 2019 จะต้องเร่งดำเนินการก็คือ การเรียนรู้สิ่งใหม่ และเพิ่มเติมทักษะที่จำเป็น (Re-Skill) ก็อย่างที่ทราบกันดีตามกฎของธรรมชาติ ใครที่ปรับตัวได้คนคนนั้นจะเป็นผู้อยู่รอด การเข้ามาของเทคโนโลยี แม้จะเป็นข่าวดีของวงการธุรกิจที่จะได้เปลี่ยนแปลงการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ก็เป็นข่าวร้ายของพนักงานลูกจ้าง ที่ถูกบีบให้ต้องเพิ่มทักษะใหม่ๆ อย่างรวดเร็ว มากกว่ายุคใดๆ ด้วยเช่นเดียวกัน  

   แล้ววิธีการแบบใดบ้างที่จะช่วยทำให้ คนยุค 2019 สามารถที่จะเพิ่มทักษะตัวเอง ได้อย่างรวดเร็วและก้าวกระโดด เพื่อให้รองรับกับภาระงานที่เปลี่ยนแปลงไป?

   แน่นอนเรื่องเหล่านี้ ไม่สามารถดำเนินการแบบเพียงผู้เดียวได้ แต่มันจะต้องเกิดจากความร่วมมือจากหลายภาคส่วนที่ต้องทำงานสอดประสานไปด้วยกัน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และตัวของพนักงานเอง

  โดยในส่วนของภาครัฐ นอกจากวางนโยบายเกี่ยวกับทิศทางของธุรกิจและอุตสาหกรรมที่สนับสนุนแล้ว การส่งสัญญาณไปสู่ตลาดแรงงานนั้นก็มีความสำคัญ ซึ่งภาครัฐจะต้องกำหนดทิศทางการศึกษา และสร้างหลักสูตรที่ผลิตแรงงานออกมาตรงกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี รวมถึงตรงกับทิศทางของอุตสาหกรรมที่รัฐ ส่งเสริม ซึ่งหลักสูตรที่ต้องผลิตออกมามากๆ ก็ประกอบไปด้วย สายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ ในส่วนนี้ ถ้าภาครัฐช่วยผลักดันให้ถูกทาง การผลิตแรงงานที่มีคุณภาพ ตรงกับความต้องการของตลาดก็จะมีมากขึ้น และไม่ประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานอีก

   ด้านองค์กรธุรกิจ นับเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่มาก จะต้องเผชิญกับแรงกดดันจากการแข่งขันภายนอก และแรงเสียดทานจากการปรับโครงสร้างองค์กรภายใน ซึ่งแน่นอนการจะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ก็จะต้องมีการส่งเสริม การพัฒนาความรู้ และทักษะใหม่ๆให้กับพนักงาน ซึ่งองค์กรที่ไม่อยากปลด หรือ ลดจำนวนพนักงานลงแต่ก็ต้องการความสามารถใหม่ๆ เข้ามาเสริมการทำงานก็สามารถแก้ไขได้ด้วยการ สนับสนุนการเรียน และการอบรมสัมมนาให้กับพนักงาน อาจจะสนับสนุนทางด้านการเงิน หรือ ลดเวลางานเพื่อเพิ่มเวลาเรียน ซึ่งการเสริมเติมทักษะจะส่งผลดีทั้งลดปัญหาภายใน และยังรักษาบุคลากรที่มีความซื่อสัตย์ต่อองค์กร มาทำงานต่อไปได้ โดยอาจจะร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเข้ามาช่วยในการเทรนนิ่ง สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้บริษัทเดินไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

   และสุดท้ายตัวพนักงานเอง ก็จะต้องทำตัวเป็นน้ำครึ่งแก้ว พร้อมที่จะเปิดรับสิ่งใหม่ๆ และมองนวัตกรรมเทคโนโลยีเป็นเรื่องท้าทาย และไม่ใช่สิ่งที่จะต้องกลัว หมั่นศึกษา หาความรู้ ต้องพาตัวเอง ไปเสริมทักษะ ทั้งคอร์สสัมมนา อบรบ และทำ workshop เพื่อเสริมเติมทักษะด้านที่ขาดต่างๆ ให้มีเพิ่มมากขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น บริษัทและเจ้าของกิจการ จะต้องส่งเสริมให้พนักงาน กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ด้วย

   ถึงอย่างไรก็ต้องยอมรับว่า คนไทยเองก็มีจุดอ่อนทางด้านงานวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์และสายวิศวกรรมที่มีน้อย ขณะที่ภาษาต่างประเทศก็ยังสู้คู่แข่งชาติอื่นไม่ได้  ดังนั้นสิ่งที่ต้องเพิ่มเข้ามา ก็คือ การเติมทักษะในส่วนนี้เติมเข้าไป ส่วนในระยะยาว ก็ต้องกำหนดยุทธศาสตร์การศึกษาที่แน่ชัด โดยมุ่งเน้นไปยังสายวิทย์-คณิต และสายอาชีพเพิ่มขึ้น เพื่อสร้างบุคลากรใหม่ๆ ขึ้นมาต่อยอดในตลาดแรงงาน และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน

   ซึ่งนิสัยธรรมชาติของคนไทยนั้น เป็นคนที่มีความละเอียดและรอบคอบ นั้นก็คือ จุดแข็งของไทย และยังเป็นชาติที่เปิดรับอะไรใหม่ๆ จากภายนอกได้เสมอ ไม่ว่าจะมีเทคโนโลยีสมัยใหม่แบบใดเข้ามา คนไทยก็สามารถปฏิบัติการได้ทันที เพราะเป็นชาติที่เรียนรู้ไว ถ้ามีการเพิ่มเติมทักษะที่ตรงกับภารกิจเข้าไป บุคลากรของไทย ก็สามารถที่จะแข่งขันได้แรงงานในชาติอื่นๆได้ ชนิดที่ไม่เป็นที่สองรองใครทีเดียว

ประเด็นหลักที่เกี่ยวข้อง