ประเด็นหลัก

กลุ่มย่อยที่ 5 ทิศทางการพัฒนาการเกษตรไทยสู่ความเป็นเลิศด้านอาหารของโลกภายใต้บริบทที่เปลี่ยนแปลง
14 กันยายน 2559

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2558 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

ประธานดำเนินรายการ ดร. อาชว์ เตาลานนท์ - กรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ผู้ดำเนินรายการ นางสาวลดาวัลย์ คำภา - รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารมีความสำคัญต่อทางเศรษฐกิจไทยสูง มี GDP คิดเป็นร้อยละ 14.6 ของ GDP ทั้งประเทศ โดยร้อยละ 10.5 มาจากภาคการเกษตรซึ่งมีแรงงานคิดเป็นร้อยละ 41.1 ของแรงงานทั้งหมดของประเทศ (2554) และร้อยละ 4.1 มาจากอุตสาหกรรมอาหาร มีการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมซึ่งครอบคลุมทั้งสินค้าเกษตรและอาหารและสินค้าเกษตรเพื่ออุตสาหกรรมรวม 1.3 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 18 ของการส่งออกสินค้าทั้งหมด ซึ่ง 5 อันดับแรกของสินค้าส่งออกการเกษตรที่มีมูลค่าสินค้ามากที่สุดได้แก่ ยางธรรมชาติ ข้าว ปลา มันสำปะหลัง และน้ำตาล (2557)

ปัญหา

ในด้านการเกษตร ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันการผลิตสินค้าการเกษตรต่ำกว่าประเทศคู่แข่งและใช้ต้นทุนสูง เนื่องจาก
1. ฐานการผลิตทั้งปัจจัยดินและแหล่งน้ำมีความเสื่อมโทรม รวมถึงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งทำให้เกิดความรุนแรงของภัยธรรมชาติเช่น อุทกภัย ภัยแล้ง และโรคศัตรูพืชระบาด
2. เกษตรกรเข้าสู่สังคมสูงอายุ ประกอบกับลูกหลานของเกษตรกรหันไปประกอบอาชีพในภาคการผลิตอื่น ทำให้ขาดแคลนแรงงานภาคการเกษตร
3. ขาดแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตให้ได้มาตรฐานทั่วไปและมาตรฐานเฉพาะ
4. เกษตรกรมีการใช้ปุ๋ยและสารเคมีมากเกินความจำเป็น
5. การลงทุนด้านวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและสร้างนวัตกรรมด้านการเกษตรยังต่ำมาก ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน และ
6. ระบบโลจิสติกส์ในห่วงโซ่อาหารยังขาดการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูง ทำให้ต้นทุนสูง ปัจจัยเหล่านี้ยังทำให้เกษตรกรมีรายได้น้อย มีความสามารถในการชำระหนี้ลดลง และมีการสูญเสียที่ดินทำกินและเปลี่ยนสถานะเป็นเกษตรรับจ้างหรือผู้เช่ามากขึ้น

ในด้านอุตสาหกรรมอาหาร ปัญหาหลักคือความสามารถในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมอาหารของ SMEs มีต่ำมาก (ผลผลิต 75% ของอุตสาหกรรมอาหารมาจากการผลิตของกิจการขนาดใหญ่หรือ LEs และส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนของชาวต่างขาติ แม้ว่าสัดส่วนของ SMEs จะมีถึง 99.5% ของอุตสาหกรรมอาหารไทยก็ตาม) และการมีต้นทุนการผลิตที่สูงและวัตถุดิบไม่สอดคล้องกับความต้องการ อันเนื่องมาจาก
1. การสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรและโรงงานไม่มากเท่าที่ควร ทำให้มีผลต่อวัตถุดิบและต้นทุนการผลิต
2. วัตถุดิบเข้าสู่โรงงานไม่สอดคล้องกับกำลังการผลิตและไม่ได้คุณภาพมาตรฐานตามที่ต้องการ รวมทั้งมีสารเคมีและสิ่งสกปรกปนเปื้อน
3. การวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีการแปรรูปผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่มมีน้อย
4. โรงงานแปรรูปยังไม่เข้าสู่ระบบมาตรฐานโรงงาน
5. มาตรฐานสินค้าอาหารในประเทศยังไม่ได้รับการยอมรับในระดับสากลเท่าที่ควร ทำให้การส่งออกสินค้าบางประเภทต้องผ่านการตรวจรับรองมาตรฐานจากต่างประเทศซึ่งจะมีผลต่อต้นทุนที่สูงขึ้น และ
6. แนวโน้มตลาดอาหารและเครื่องดื่มของโลกกำลังเปลี่ยนไปทั้งด้านการผลิตและจำหน่าย เนื่องจากพฤติกรรมการบริโภคในตลาดโลกกำลังเปลี่ยนไป นอกจากนี้ในด้านของผู้บริโภค ยังพบว่ามีจำนวนผู้ขาดสารอาหารถึง 10.7 ล้านคน (2547-2549) ครัวเรือนในเขตชนบทและเมืองมีความสามารถในการซื้ออาหารน้อยลง อาหารมีการปนเปื้อนจากจุลินทรีย์ พิษจากโลหะหนัก และสารเคมีทางการเกษตรเกินมาตรฐาน

แนวทางการแก้ปัญหาและการพัฒนา
รัฐบาลมีการตั้งเป้าหมายในการ
1. จัดระบบการผลิตให้สอดคล้องกับศักยภาพพื้นที่และความต้องการ โดยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนให้แต่ละพื้นที่ ส่งเสริมการทำการเกษตรแบบแปลงใหญ่เพื่อวางแผนการผลิตและลดต้นทุนแรงงานที่ขาดแคลน ส่งเสริมการทำระบบการเลี้ยงปศุสัตว์และประมงอย่างยืน และส่งเสริมการใช้กลไกตลาดเพื่อป้องกันความเสี่ยง เช่นการจัดตั้งกองทุนประกันภัยพืชผลทางการเกษตร
2. มีการตั้งเป้าหมายในการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อคุ้มครองและพัฒนาพื้นที่เกษตรกรรม และพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรโดยปรับโครงสร้างระบบน้ำให้เอื้อต่อการทำเกษตร
3. มีการตั้งเป้าหมายในการพัฒนาฐานข้อมูลด้านอุปสงค์และอุปทานด้านการเกษตรเพื่อช่วยในการวางแผนพัฒนาภาคเกษตรและระบบโลจิสติกส์เพื่อเข้าถึงตลาดมากขึ้น
4. มีการตั้งเป้าหมายในการส่งเสริมการรวมกลุ่มการผลิตทางการเกษตรในลักษณะสถาบันเกษตรกร เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการผลิต
5. มีการตั้งเป้าหมายในการสร้างบุคคลากรด้านการเกษตร โดยเน้นที่เกษตรกรรุ่นใหม่และจัดทำหลักสูตรเพื่อสร้างเกษตรกรให้มีความรู้อย่างครบวงจรในด้านการเกษตรกรรม เปิดโอกาสให้บุตรของเกษตรกรที่มีพื้นที่ทำการเกษตรมีความต้องการในการสานต่องานเกษตรกรรมเป็นอันดับแรก
6. มีการตั้งเป้าหมายในการวิจัยพัฒนาพันธุ์พืชที่เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่และแหล่งน้ำ และสร้างโอกาสในการเข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย
7. มีการตั้งเป้าหมายในการเพิ่มมูลค่าผลผลิตภาคเกษตรโดยการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรแปรรูปที่มีมูลค่าสูง มีคุณภาพและมาตรฐานสากล ลดระดับการผลิตสินค้าขั้นปฐมที่สูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อการพัฒนากระบวนการผลิต และส่งเสริมการวิจัยพัฒนาและใช้ประโยชน์จากการวิจัยและนวัตกรรมใหม่ๆ
8. มีการตั้งเป้าหมายในการเร่งพัฒนาและขับเคลื่อนการผลิตเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง โดยสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับราคาสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้แตกต่างจากสินค้าเกษตรเคมี พัฒนาระบบการรับรองมาตรฐานและการพิสูจน์ตรวจสอบคุณภาพสินค้าเกษตรอินทรีย์เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภค และจัดทำโซนนิ่งระบบเกษตรอินทรีย์อย่างเป็นรูปธรรมร่วมกับเกษตรกรรมยั่งยืน และ
9. มีการตั้งเป้าหมายในการจัดทำแผนแม่บทภาคเกษตรให้ความยั่งยืน เพื่อบูรณาการยุทธศาสตร์ด้านการเกษตรเพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้รัฐบาลได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการ หน่วยงาน และยุทธศาสตร์ต่างๆ เพื่อที่จะมาดูแลแก้ไขปัญหาและสนับสนุนภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารเช่น คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ คณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ คณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร คณะกรรมการนโยบายสินค้าเกษตรที่สำคัญ ยุทธศาสตร์ครัวไทยสู่โลก แผนแม่บทอุตสาหกรรมอาหาร ยุทธศาสตร์ด้านความปลอดภัยอาหารและโภชนาการเพื่อความมั่นคงทางอาหารด้านสาธารณสุขปี 2555 – 2559 เป็นต้น โดยจะใช้กลไกที่มีอยู่แล้วเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเกษตรและอาหารเป็นหลัก

ความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุมและข้อเสนอแนะ

1. ภาพรวม
ภาคเกษตรไทยใช้ต้นทุนสูงแต่จำนวนผลผลิตกลับต่ำ เนื่องจากภาครัฐโดยเฉพาะกระทรวงการเกษตรไม่ผลักดันและแก้ไขอย่างจริงจัง รวมทั้งภาคเกษตรไทยมองข้ามศักยภาพของตัวเองในการแก้ไขปัญหานี้ (โดยสามารถนำตัวอย่าง “800 บาทต่อ 1 ตัน”ของเกษตรกรไปใช้โดยรวมได้) นอกเหนือจากนี้ ควรส่งเสริมการจัดหารายได้และสร้างมูลค่าทางการเกษตรเพิ่มให้เกษตรกรด้วยการส่งเสริมการสร้างและใช้นวัตกรรมในการทำเกษตรและแปรรูป เนื่องจากการขายวัตถุดิบ (primary product) เพียงอย่างเดียวสร้างรายได้น้อย ดังนั้นควรมีการเพิ่มงบประมาณแผ่นดินในเรื่องภาคการเกษตรและนำการเกษตรเป็นวาระแห่งชาติ มีการจัดตั้งสมาคมการเกษตรเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการร่วมมือของเกษตรกร มีการหาตลาดเพิ่มเพิ่ม (โดยเฉพาะในทวีปแอฟริกาและพื้นที่ที่มีชาวมุสลิมอยู่เยอะเช่นประเทศทางตอนใต้และประเทศทางตะวันตกของไทย) และมีการเพิ่มเขตเศรษฐกิจที่ชายแดน (พร้อมการสร้างการคมนาคมเช่น รถไฟความเร็วเชื่อมตัวภูมิกาค) เนื่องจากจะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ควรพูดเรื่องอาหารด้วย อย่ามองแต่การเกษตรอย่างเดียว สำหรับส่วนของแผนพัฒนาฯ 12 ควรรวมเรื่องเกี่ยวกับที่ดินทำการเกษตร ทั้งเรื่องสิทธิและการจัดการที่ดิน เป็นต้น และในขณะเดียวกัน ก็ควรเพิ่มธรรมะเข้าไปด้วย เนื่องจากถ้าไม่มีธรรมะ แผนพัฒนาฯ 12 ก็จะเหมือนรถที่ไม่มีเบรค แต่ทั้งนี้ต้องมาดูว่าจะใส่อย่างไร

2. แรงงาน
ภาครัฐขาดประสิทธิภาพในการสนับสนุนด้านเกษตรกรรม ทำให้เกษตรกรมีรายได้น้อย แรงงานรุ่นใหม่จึงไม่ต้องการที่จะทำการเกษตรเนื่องจากขาดแรงจูงใจ ดังนั้นภาครัฐจำเป็นที่จะต้องมาดูแลเรื่องนี้ (โดยตัวอย่างการสนับสนุนภาคการเกษตรของต่างประเทศคือประเทศญี่ปุ่นที่รัฐบาลสนับสนุนให้บ้านและเงินแก่ผู้ที่มาทำการเกษตร) ในส่วนของภาคการศึกษานั้น ควรมีการส่งเสริมแรงจูงใจให้แก่นักศึกษาคณะเกษตรกรรมโดยอาจจะให้ทุนการศึกษาเป็นต้น และควรมีการออกใบปริญญาตรีการเกษตรให้แก่เกษตรกร เนื่องจากมีความรู้มากกว่านักศึกษาที่จบปริญญาตรีด้านการเกษตร และสำหรับประเด็นที่ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุนั้น ภาครัฐควรทำนโยบายเพิ่มประชากร การนำเข้าประชากร และการแบ่งประชากรระหว่างภาค เพื่อมาทดแทนแรงงานภาคเกษตรกรของไทย

3. การสื่อสารและประชาสัมพันธ์
ภาครัฐมีช่องทางการสื่อสารสำหรับเกษตรกรน้อยและไม่ชัดเจน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการขาดการสนับสนุนในเรื่องการสื่อสารของภาครัฐสำหรับภาคการเกษตร ทำให้เกษตรกรไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องสิทธิ เช่นในเรื่องของกองทุน สารชีวพันธ์ (ซึ่งเป็นตัวทดแทนสารเคมี) นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขต้องประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับโรคที่มาจากเกษตรเคมี (Chemical Agriculture) ออกไปเพื่อคุ้มครองชีวิตผู้บริโภค มีการแนะนำออกสื่อสำหรับมาตราการในการเตรียมตัวรับมือของภาคการเกษตรเมื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเช่น ผลกระทบของค่าเงินที่ไม่เท่ากันต่อการค้า ดังนั้นควรมีการเพิ่มงบประมาณด้านการสื่อสารเกี่ยวกับภาคการเกษตร

4. น้ำ
ถึงแม้ว่าน้ำจะเป็นปัจจัยหลักที่ขาดไม่ได้สำหรับภาคการเกษตร ภาครัฐก็ยังขาดการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำในระยะยาวและทฤษฎีการโดยเฉพาะทฤษฎีขุดบ่อของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ยังไม่มีใครนำไปผลักดันใช้เลย และควรมีการกระจายน้ำจากหนองสาธารณะไปสู่ที่ทำการเกษตร 40 – 50 ไร่ต่อ 1 หนองน้ำแล้วแต่ศักยภาพของหนองน้ำนั้นๆ และควรมีการตรวจคุณภาพของน้ำและการชลประทานด้วย นอกจากนี้ภาครัฐต้องเข้ามาดูแลและแก้ไขเรื่องอุทกภัย เนื่องจากเป็นปัญหาใหญ่สำหรับการทำการเกษตรด้วย

5. การเกษตรอินทรีย์ (Organic Agriculture)
เกษตรกรขาดแรงจูงใจในการทำ เนื่องจากมีต้นทุนในการทำสูงกว่าการใช้สารเคมี แต่ขายได้ราคาเท่ากัน ดังนั้นภาครัฐจึงต้องทำนโยบายพัฒนาและส่งเสริมการเกษตรอินทรีย์แบบยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ต้องมีกลยุทธ์สำหรับหน่วยงานในการทำงานร่วมกันเพื่อลดต้นทุนในการทำ เพื่อเพิ่มจำนวนพื้นที่ไร่ของการเกษตรอินทรีย์ และเพื่อทำให้การเกษตรอินทรีย์เป็นสินค้าราคาแพง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ไทยจะสามารถมาช่วยเรื่องนี้ได้อย่างมาก ในขณะเดียวกัน ต้องมีการควบคุมและจำกัดการใช้สารเคมีของภาคเกษตร เพื่อความปลอดภัยของอาหารและผู้บริโภค เนื่องจากเกษตรอินทรีย์นั้นเป็นปัจจัยหลักของความปลอดภัยของอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าประเทศไทยมีเป้าหมายที่จะเป็นครัวโลก เพราะทิศทางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ โดย ณ ปัจจุบัน ประเทศไทยรั้งอยู่อันดับที่ 58 ของโลกตามจำนวนพื้นที่เกษตรอินทรีย์ ในขณะที่ ประเทศที่มีความสามารถทางด้านการเกษตรต่างๆ ทั่วโลกได้ออกกฎห้ามมิให้ใช้สารเคมีทางการเกษตรกันแล้ว ประเทศไทยจึงต้องทำนโยบายเชิงรุกและให้งบประมาณ ในขณะเดียวกัน ควรมีกฎหมายมาคุ้มครองเกี่ยวกับโรคต่างๆ ของพืชด้วยเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกร สำหรับในส่วนของภาคการศึกษา มหาวิทยาลัยต้องทำหลักสูตรทั้งเกษตรอินทรีย์ และเกษตรเคมีเนื่องจากถ้ามีแต่หลักสูตรเกษตรเคมี บัณฑิตที่จบออกมาจะไม่มีความสามารถในการทำการเกษตรอินทรีย์ได้เลย

ประเด็นหลักที่เกี่ยวข้อง


    Warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/admin/domains/thailandcompetitiveness.org/public_html/topic_detail.php on line 140
  • TMA และสภาพัฒน์เผยผลการจัดอันดับ IMD World Talent Ranking 2018 ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 42

    20 พฤศจิกายน 2561

       กรุงเทพฯ – สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย หรือ ทีเอ็มเอ (TMA) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเผยผลการจัดอันดับ World Talent Ranking จาก World Competitiveness Center ของ International Institute for Management Development หรือ IMD สวิตเซอร์แลนด์ ประจำปี 2561 ซึ่งทำการจัดอันดับความสามารถของ 63 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก ด้านการพัฒนา ดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีศักยภาพ (Talent) โดยเขตเศรษฐกิจที่อยู่ในอันดับสูงสุด 10 อันดับแรกอยู่ในยุโรปถึง 9 อันดับ ประกอบด้วยเขตเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศนอร์ดิกถึง 4 เขตเศรษฐกิจ คือ เดนมาร์ก นอร์เวย์ ฟินแลนด์ และสวีเดน และเขตเศรษฐกิจนอกยุโรปมีเพียงแคนาดาเท่านั้น

  • การจัดการข้อมูล คือ หัวใจหลักของเมืองอัจฉริยะ

    12 พฤศจิกายน 2561

       ในปัจจุบันหลายเมืองทั่วโลก พยายามที่จะยกระดับให้กลายเป็นเมืองอัจฉริยะ หรือ สมาร์ทซิตี้ ซึ่งความยาก-ง่ายในการเปลี่ยนแปลง ขึ้นอยู่กับขนาดของเมืองและจำนวนประชากรที่อาศัย เพราะหัวใจที่จะพัฒนาเมืองอัจฉริยะขึ้นอยู่กับการจัดการข้อมูลจำนวนมหาศาลและตอบสนองต่อข้อมูลที่ได้มานั้นอย่างไร