ประเด็นหลัก

10ปี แห่งการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน
9 เมษายน 2562

HIGHLIGHT

  • การยกอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยจะต้องดำเนินการด้วยกัน 3 ด้าน คือ การอาศัยความได้เปรียบในเรื่องของภูมิศาสตร์ที่เราเป็นจุดศูนย์กลางของอาเซียน การสร้างโอกาสจากจุดแข็ง ซึ่งไทยมีดี ในเรื่องของสินค้าเกษตร และเรื่องการท่องเที่ยว และการแก้ไขจุดอ่อน  เรื่องของการพัฒนาทุนมนุษย์ซึ่งไทยเรายังอยู่ต่ำกว่ามาตรฐาน  

  • ปี 2561 IMD ได้จัดขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยอยู่ที่อันดับที่ 30 จากทั้งหมด 63 ประเทศ มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 79.4 ขณะที่ WEF จัดอันดับให้ไทยเรา อยู่ที่ อันดับที่ 38 จาก 140 ประเทศ โดยมีคะแนนอยู่ที่ 67.5 คะแนน

  • Smart Connectivity โครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคต กระทรวงคมนาคมได้เริ่มกระบวนการตามแผนยุทธศาสตร์ 8 ปี (2558-2565) คัดเลือกโครงการใหญ่จำนวน 111 โครงการ  พัฒนาการคมนาคมขนส่ง ทั้งทางบก ระบบราง ทางน้ำ และ ทางอากาศ ระบบราง  จะมีการพัฒนารถไฟทางคู่  ซึ่งถ้าเสร็จตามแผนงาน จะลดต้นทุนทางด้านโลจิสติกส์ไปได้จำนวนมหาศาล การพัฒนาทางน้ำ ก็จะมีการพัฒนาการขนส่งทางเรือมากขึ้น ด้วยการพัฒนาท่าเรือต่างๆ ทางด้านอากาศ จะมีการผลักดันแผนแม่บทออกมาอย่างเป็นทางการและในแผนนี้จะมีการยกระดับของอุตสาหกรรมการบินทั้งระบบ  รวมไปถึงการพัฒนาสนามบินทั้ง 38 แห่งทั่วประเทศด้วย  

  • Digital Transformation การปรับเปลี่ยนเพื่ออนาคต เทคโนโลยีเป็นยานพาหนะ  การที่เราเอาบริษัทของเราขึ้นอยู่บนรถที่มีความรเร็วสูง  แน่นอนว่า ประสิทธิภาพและการตอบสนองจะต้องดีขึ้นแน่นอน  แต่ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงที่เร็วแบบเท่าทวีคูณ ก็ทำให้ช่วงเวลาในการทำธุรกิจลดลงไปด้วยเช่นกัน

  • ภารกิจของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจสังคม (ดีอี) นอกจากจะดูแลธุรกิจไทย ให้ก้าวไปทันกับโลกยุคใหม่แล้ว ยังมีบทบาทสำคัญทางด้านสังคมที่จะต้องลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ล่าสุดก็มีการทำอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสำหรับหมู่บ้าน 73,500 หมู่บ้าน ต่อเข้าไปไฟเบอร์ออฟติก ทุกหมู่บ้านครบแล้ว ทำให้ในอนาคต คนไทยจะมีประชากรที่ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นแน่นอน

  • โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ต้นแบบเพื่อพัฒนาความสามารถทางการแข่งขันของไทย เริ่มต้นใน 3 จังหวัด ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และ ระยอง เป็นการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมในกลุ่มประเทศ CLMV วังจันทร์ วัลเลย์ ซึ่งคล้ายๆกับ ซิลิคอนวัลเลย์ ที่จะรวมศูนย์ของนวัตกรรมต่างๆ นำเอาคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ คนที่มีเทคโนโลยี คนที่มีทุน และคนที่มีตลาด มาสร้างระบบนิเวศทางนวัตกรรมให้เกิดขึ้นในประเทศ  

 

10ปี แห่งการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน

   ปี 2562 ถือเป็นปีของความสำคัญในเรื่องการพัฒนาทางด้านขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ  เพราะถือเป็นการครบรอบ 10 ปีของโครงการ Thailand Competitiveness Enhancement Program ที่เกิดขึ้นโดยการริเริ่มของสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ที่ร่วมมือกับ IMD World Competitiveness Center  ในการช่วยกันติดตามและศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับจุดเด่น จุดด้อยในการการแข่งขันของประเทศ เพื่อนำมาใช้ปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

   จะเห็นได้ว่า ตลอดระยะเวลา 10ปี ที่มีการผลักดันในเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขันมาอย่างต่อเนื่อง จนอันดับของไทยก็มีการปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ  สอดรับการที่นายธีรนันท์ ศรีหงส์ ประธาน TMA ได้เปิดเผยในระหว่างการเปิดงาน Executive Forum On Competitiveness 2019 - Driving Forces For Future Thailand  ที่ระบุว่า  จากการจัดอันดับของ สถาบัน IMD และ WEF (World Economic Forum ) ล้วนมีการพัฒนามาเป็นลำดับ  โดยในปี 2561 ทาง IMD ได้จัดขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยอยู่ที่อันดับที่่ 30 จากทั้งหมด 63 ประเทศ มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 79.4  ขณะที่ WEF จัดอันดับให้ไทยเรา อยู่ที่ อันดับที่ 38 จาก 140 ประเทศ โดยมีคะแนนอยู่ที่ 67.5 คะแนน

   ทั้งนี้จุดแข็งของประเทศไทย คือ การมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ซึ่งจากการประเมินล่าสุด ไทยก็ติดอันดับ Top 10 จาก 63 ประเทศ ซึ่งแน่นอนว่า หากไทยสามารถแก้ไขในเรื่องจุดอ่อนด้านอื่น ๆ อาทิ การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการของภาครัฐ และเอกชน , ยกระดับคุณภาพโครงสร้างพื้นฐาน และพัฒนาศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ เชื่อแน่ว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขัน และชีวิตความเป็นอยู่ของคนในประเทศจะดีขึ้นได้จริง

   ด้าน ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์  เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ( สศช.) ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ "ยุทธศาสตร์การพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยระบุว่า การยกอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยจะต้องดำเนินการด้วยกัน 3 ด้าน คือ 1. การใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศไทย  2. การใช้โอกาสและจุดแข็งที่มี และ 3 คือ การแก้ไขจุดอ่อน

   กลยุทธ์แรก ก็คือ การอาศัยความได้เปรียบในเรื่องของภูมิศาสตร์ที่เราเป็นจุดศูนย์กลางของอาเซียน ซึ่งสศช. วางยุทธศาสตร์ที่จะต้องทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางของกลุ่มประเทศ CLMV ให้ได้ ซึ่งเรามีความได้เปรียบในเชิงสถานที่ตั้งของเรา  โดยสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับเรื่องนี้ คือ การสร้างการเชื่อมต่อทางด้านคมนาคมและการเดินทาง เพื่อให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางของกลุ่มประเทศ CLMV ให้ได้ โดยนอกเหนือไปจากนั้น จะต้องมีการวางยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจในรายภูมิภาค ซึ่งในภาคตะวันออกนั้นมี  อีอีซี ขณะที่ภาคใต้ ก็มี เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ซึ่งได้เริ่มดำเนินการแล้ว และตัวเปลี่ยนเกม (Game Changer)ตัวที่ 1 ก็คือ 1.รถไฟรางคู่ที่จะสร้างลงไปถึงปาดังเบซาร์ และสร้างไปยังระนอง ซึ่งที่นั่นจะมีท่าเรือน้ำลึก และมันจะเปรียบเสมือนเปิดประตูทางด้านฝั่งตะวันตกให้กับประเทศไทย  และ Game Changer ตัวที่สอง ก็คือ ถนนเลียบชายฝั่งจากเพชรบุรี ไปจนถึง จ. ชุมพร และ เชื่อมไปยังจังหวัดระนองด้วย ซึ่งเชื่อว่า ทั้งสองโครงการนี้จะช่วยยกระดับเศรษฐกิจภาคใต้ขึ้นมาไม่แพ้ อีอีซี ในภาคตะวันออก โดยประเมินว่า เศรษฐกิจในภูมิภาคดังกล่าวจะมีการเติบโตเฉลี่ยถึง ปีละ 5%ต่อปี ซึ่งในส่วนของเขตเศรษฐกิจภาคเหนือและภาคอีสานก็เริ่มมีการคิดไว้แล้ว

   กลยุทธ์ที่สอง คือ การสร้างโอกาสจากจุดแข็ง ซึ่งไทยมีดี ในเรื่องของสินค้าเกษตร และเรื่องการท่องเที่ยว ซึ่งไทยเราจะต้องมีการยกระดับ โดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยต่อยอด  รวมถึงต้องพัฒนาพื้นฐานที่สำคัญ อย่างทรัพยากรมนุษย์ให้ทำงานเท่าทันกับเทรนด์เทคโนโลยีของโลกสมัยใหม่ อย่าง การทำเกษตรอัจฉริยะ (สมาร์ทฟาร์เมอร์) และการท่องเที่ยวแบบสมาร์ทซิตี้

   ในอนาคตไทยเราคงไม่ได้มองแค่การขายวัตถุดิบทางการเกษตรเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องนำองค์ความรู้มาพัฒนาต่อยอดตามห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) อาจจะพัฒนาเป็นอาหารสำหรับผู้ป่วย อาหารเสริม ขณะที่ในส่วนภาคบริการท่องเที่ยว ก็จะต้องยกระดับเซอร์วิสใหม่ เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน

   กลยุทธ์ที่ 3 การกำจัดจุดอ่อน คือ เรื่องของการพัฒนาทุนมนุษย์ซึ่งไทยเรายังอยู่ต่ำกว่ามาตรฐาน ซึ่งจะต้องมีการพัฒนาการศึกษา รวมถึงระเบียบข้อบังคับทางราชการต่างๆ ที่จะต้องจัดการ ให้เกิดความง่ายมากที่สุด

   ด้าน นายสราวุธ  ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้บรรยายเสริม ในเรื่อง “ Smart Connectivity : โครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคต ระบุว่า ในขณะนี้ กระทรวงคมนาคมได้เริ่มกระบวนการตามแผนยุทธศาสตร์ 8 ปี (2558-2565) ซึ่งได้การคัดเลือกโครงการใหญ่จำนวน 111 โครงการ มูลค่าลงทุน 1.9 ล้านล้านบาท สำหรับพัฒนาการคมนาคมขนส่ง ทั้งทางบก ระบบราง ทางน้ำ และ ทางอากาศ และได้เริ่มนับหนึ่งไปแล้วกว่า 101 โครงการแบ่งเป็น ระบบราง จะมีการพัฒนารถไฟทางคู่ รวมกันกว่า 2,400 กิโล ประกอบไปด้วย โครงการระยะเร่งด่วน 7 เส้นทาง 990 กิโลเมตร และโครงการระยะกลางอีก 7 โครงการระยะทรง 1,400 กิโลเมตร ซึ่งถ้าเสร็จตามแผนงาน จะลดต้นทุนทางด้านโลจิสติกส์ไปได้จำนวนมหาศาล  ขณะที่โครงการรถไฟความเร็วสูง จะมีด้วยกัน 4 เส้นทาง ซึ่งที่มีเริ่มต้นแล้วโครงการรถไฟไทย-จีน กรุงเทพ-โคราช ซึ่งเส้นนี้จะไปถึงหนองคาย และ เส้นทางที่ 2 กรุงเทพ พิษณุโลก เชียงใหม่ ที่กำลังเจรจากับญี่ปุ่น เส้นทางที่ 3 รถไฟเชื่อมสามสนามบิน กรุงเทพ-อู่ตะเภา และอีกเส้นทาง กรุงเทพ-หัวหิน-ปาดังเบซาร์

   ส่วนระบบรถไฟฟ้าในกรุงเทพ และปริมณฑลจะมีทั้งหมด 14 เส้นทาง ความยาวรวมทั้งระบบ 400 กิโลเมตร ซึ่งจะเริ่มทยอยเปิดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 นี้ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการจราจรในกรุงเทพได้

   ด้านการพัฒนาเครือข่ายถนน  ต้องบอกว่า ในประเทศไทยนั้นมีถนนที่มีระยะทางรวมกันกว่า 5 แสนกิโลเมตร ก็นับว่าไม่แพ้ชาติใดในโลกแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็จะมีการพัฒนาลงทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งก็จะมีการลงทุนในระบบถนนมอเตอร์เวย์ 21 เส้นทาง ระยะทางรวมกันกว่า 6,600 กิโลเมตร มีทั้งเส้นทางไป กรุงเทพ-นครราชสีมา กรุงเทพ- กาญจนบุรี และจะมีเส้นทางลงภาคใต้ด้วย  ขณะเดียวกันในส่วนเพิ่ม ทางด่วน ในกทม.และปริมณฑล ก็จะมีเพิ่มอีก 15-16 เส้นทาง ระยะทางรวมกว่า 300 กิโลเมตร

   ส่วนเรื่องการพัฒนาทางน้ำ ก็จะมีการพัฒนาการขนส่งทางเรือมากขึ้น ด้วยการพัฒนาท่าเรือต่างๆ ทั้ง การขยายมาบตาพุด แหลมฉบัง รวมไปถึงจะมีการพัฒนาท่าเรือบก ที่มีการทำงานเหมือนกับท่าเรือทุกประการ ในอีก 4 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ,นครราชสีมา ขอนแก่น และนครสวรรค์  ซึ่งจะใช้การขนส่งด้วยรถไฟเป็นหลัก

   และสุดท้ายทางด้านอากาศ ซึ่งจะมีการผลักดันแผนแม่บทออกมาอย่างเป็นทางการและในแผนนี้จะมีการยกระดับของอุตสาหกรรมการบินทั้งระบบ และรวมไปถึงการพัฒนาสนามบินทั้ง 38 แห่งทั่วประเทศด้วย

   นายฉัตรชัย คุณปิติลักษณ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล  กล่าวในหัวข้อ “ Digital Transformation : การปรับเปลี่ยนเพื่ออนาคต  เปิดเผยว่า ความเร็วของการแข่งขันในอนาคต จะขึ้นอยู่กับความมหัศจรรย์ ของกฎของมัวร์  หรือ ความเร็วที่เป็นเท่าทวีคูณ (exponential) ซึ่งก็หมายความว่า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ก็จะมีความฉลาดมากขึ้น ทำงานเร็วขึ้น   โดยในอนาคตเมื่อมีการสื่อสารยุค 5G เข้ามาจะยิ่งก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอีกนานัปประการ

   “ในอนาคตจะมีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ซึ่งเราต้องมองว่า เทคโนโลยีเป็นยานพาหนะ ซึ่งมันเป็นรถคันหนึ่งที่มีความเร็วสูงมาก การที่เราเอาบริษัทของเราขึ้นอยู่บนรถคันนี้ แน่นอนว่า ประสิทธิภาพและการตอบสนองจะต้องดีขึ้นแน่นอน แต่ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงที่เร็วแบบเท่าทวีคูณ ก็ทำให้ช่วงเวลาในการทำธุรกิจลดลงไปด้วยเช่นกัน โดยในปัจจุบันพบว่า บริษัทที่เคยใหญ่ติดอันดับ Fortune 500 อาจจะหายไปใน 25 ปี ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ภาคเอกชน จำเป็นต้องปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลง”

   ดังนั้นการปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลทรานฟอร์เมชั่น จึงมีความสำคัญ เพราะหลายธุรกิจจะถูกดิปรัสชั่น จนไม่อาจจะทำธุรกิจได้   ซึ่งการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น

  สำหรับภารกิจของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจสังคม (ดีอี)เอง ซึ่งนอกจากจะดูแลธุรกิจไทย ให้ก้าวไปทันกับโลกยุคใหม่แล้ว ยังมีบทบาทสำคัญทางด้านสังคมที่จะต้องลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต และล่าสุดก็มีการทำอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสำหรับหมู่บ้าน 73,500 หมู่บ้าน ต่อเข้าไปไฟเบอร์ออฟติก ทุกหมู่บ้านครบแล้ว ทำให้ในอนาคต คนไทยจะมีประชากรที่ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นแน่นอน

   นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธาน TMA Center for Competitiveness  บรรยายในหัวข้อ “โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ต้นแบบเพื่อพัฒนาความสามารถทางการแข่งขันของไทย  โดยเปิดเผยว่า อีอีซี จะเป็นส่วนหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี ซึ่งจะเริ่มต้นใน 3 จังหวัด ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และ ระยอง เป็นการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมในกลุ่มประเทศ CLMV ซึ่งใน อีอีซี มีเป้าหมายในเรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมชั้นสูงที่ใช้เทคโนโลยีในการขับเคลื่อน  รวมถึงจะเป็นพื้นที่ทดลองการสร้างเมืองอัจฉริยะ ที่จะเริ่มต้นที่นี่เป็นที่แรก ซึ่งทั้งหมดจะเป็นการทำเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย

   ในภาพรวมของอีอีซี จะก่อให้เกิดต่อประเทศมหาศาล โดยมีการประเมินว่า ภายใน 5 ปีจะมีเงินลงทุนในพื้นที่ราว 1.5 ล้านล้านบาท เพราะเป็นพื้นที่หลักในการขยายตัวของอุตสาหกรรม ตั้งเป้าเศรษฐกิจจะเติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปี รายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้น ก้าวข้ามประเทศกับดักรายได้ปานกลาง และมีตัวเลขนักท่องเที่ยวจำนวน 10 ล้านคน และลดต้นทุนโลจิกติกส์ และรองรับการเข้าทำงานใหม่  ซึ่งในปี 2561 มีตัวเลขขอรับการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่อีอีซี กว่า 6 แสนล้านบาท

   อีกส่วนที่สำคัญของอีอีซี คือ เรื่องนวัตกรรม ซึ่งก็มีสถานที่เตรียมไว้ที่ วังจันทร์ ซึ่งจะเป็น ศูนย์กลางทางด้านนวัตกรรม โดยมีการจัดพื้นที่ในการสร้าง เขตนวัตกรรม ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือ EECi ขึ้นมา ซึ่งภารกิจของศูนย์นวัตกรรมนี้ จะเปรียบเสมือนห้องทดลองในการพัฒนาคิดค้น สิ่งใหม่ๆให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมในพื้นที่นี้  ขณะเดียวกันก็มีการจัดตั้งสถาบันวิจัยวิทยสิริเมธี เป็นสถาบันการศึกษาทำหน้าที่วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชั้นสูง เพื่อผลิตผลงานวิจัย และสร้างนักวิจัยใหม่ๆออกมาให้กับประเทศ  ซึ่งก็มีความพยายามที่จะดึงสถาบันวิจัยชั้นนำ ทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้ามาอยู่ในพื้นที่นี่ด้วย ซึ่งเราเรียกชื่อว่า วังจันทร์ วัลเลย์ ซึ่งคล้ายๆกับ ซิลิคอนวัลเลย์ ที่จะรวมศูนย์ของนวัตกรรมต่างๆ นำเอาคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ คนที่มีเทคโนโลยี คนที่มีทุน และคนที่มีตลาด มาสร้างระบบนิเวศทางนวัตกรรมให้เกิดขึ้นในประเทศ  ในศูนย์ EECiจะเน้นที่ เทคโนโลยีชีวภาพ , เรื่องของเอไอ , โรโบติก , ยานยนต์ และมีศูนย์ทดลองต่างๆของภาครัฐอยู่ที่นี่

   อีกอย่างที่ต้องก่อตั้งขึ้นมา คือ บริษัท Innospace ซึ่งเกิดมาจากการริเริ่มของโดย 4 กระทรวง คือ ก.อุตสาหกรรม ก.สาธารณสุข  ก.วิทยาศาสตร์ และ ก.ดิจิทัล ที่ดึงภาคเอกชนเข้ามร่วมทำงาน โดยมีเป้าหมายในการทำ แพลตฟอร์มแห่งชาติ เป็นฐานรวมของทุกๆภาคส่วน สนับสนุนสตาร์ทอัพไทย หรือ ต่างประเทศ สร้างต่อยอดให้ เกิดผลิตภัณฑ์ในประเทศไทย

    ด้านการพัฒนามนุษย์ ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการสภาการศึกษา บรรยาย “Platform ทางการศึกษากับการพัฒนาทุนมนุษย์สู่อนาคต” เปิดเผยว่า  เป้าหมายของการปฏิรูปการศึกษา คือ การที่ทำให้ผู้เรียนสามารถนำวิชาชีพไป หาเลี้ยงชีวิต และเป็นผู้ที่คิดวิเคราะห์เป็น และสุดท้ายเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ  ซึ่งปัจจุบันได้นำส่งแผนปฏิรูปการศึกษาไปยังนายกรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

   ในแผนฉบับนี้ ก็กำหนดโรดแมปการทำงานไว้อย่างชัดเจน และปัจจุบันมีความคืบหน้าไปหลายด้าน พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ มีการฏิรูปการพัฒนาดูแลเด็กเล็กประถมวัย และมีการลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา มีการปรับระบบผลิตและคัดกรองครู  มีการคิดปฏิรูประบบการเรียนการสอนในโรงเรียน , วิทยาลัย และมหาวิทยาลัย สุดท้ายคิดและพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้นอกห้องเรียน หรือการเรียนรู้ตลอดชีวิต

   อย่างไรก็ดีจะต้องมีการปรับเพิ่มหลักสูตรการเรียนการสอน ของมหาวิทยาลัย ให้สอดรับกับเทคโนโลยีชั้นสูง และเข้ากับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ภาครัฐส่งเสริม  ซึ่งปัจจุบันมีไม่ถึง 40 หลักสูตร เมื่อเทียบกับหลักสูตรปริญญาที่มีทั้งหมดกว่า 9,100 หลักสูตร รวมไปถึงการนำมหาวิทยาลัยชั้นนำจากต่างประเทศ เข้ามาเปิดในประเทศไทย ซึ่งมหาวิทยาลัยเหล่านั้น จะต้องมีหลักสูตรการเรียนการสอนที่สอดรับกับ อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศด้วย

   “ในแง่ของการศึกษา ผมเชื่อว่า เราจะไม่มีทางหลุดจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางได้ ก็คือ เราจะต้องมีการสร้างนวัตกรรมของตัวเอง หากเรายังเป็นประเทศผู้ซื้อเทคโนโลยี หากเราอยากจะพัฒนาไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว จะต้องมีการเรียน การสอนที่ผลักดันให้ ผู้เรียนได้คิดค้น การสร้างนวัตกรรมแบบใหม่ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล”  

   ขณะเดียวกันในหลักสูตรการเรียนการสอนแบบใหม่ เราตั้งใจให้นักเรียน นักศึกษาได้ลงมือทำงานจริง ดังนั้นในช่วง 2-3 ปีนี้ เราจะขอความร่วมมือภาคเอกชนในการ ช่วยเทรนการทำงานให้กับนักศึกษา เปรียบเสมือนการทำงานจริงๆ เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ก่อนที่จะต้องไปทำงานหาเลี้ยงชีพจริงๆ ภายหลังจบการศึกษา

 

ประเด็นหลักที่เกี่ยวข้อง

  • WEF จัดไทยขีดความสามารถแข่งขันอันดับ 40 ของโลก

    10 ตุลาคม 2562

    World Economic Forum (WEF) เปิดเผยรายงานดัชนีความสามารถทางการแข่งขันระดับโลก (Global Competitiveness Index: GCI) ปี 2019 ประเทศไทยได้คะแนนเพิ่มขึ้น แต่อันดับลดลงจาก 38 เป็น40 

  • ผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล ประจำปี 2562

    27 กันยายน 2562

    จากการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลโดยIMD ในปี 2562 ประเทศไทยมีอันดับความสามารถในการแข่งขันอยู่ที่อันดับ 40 จาก 63 ประเทศทั่วโลก โดยลดลง 1อันดับจากปี 2561 เมื่อพิจารณาผลการจัดอันดับของประเทศไทยตามปัจจัยหลักที่ใช้ในการจัดอันดับรวม 3 ด้าน ได้แก่ ความรู้ด้านดิจิทัล (Knowledge) เทคโนโลยี (Technology)  และความพร้อมในอนาคต (Future readiness) พบว่า ปัจจัยที่มีอันดับดีที่สุดยังคงเป็นด้านเทคโนโลยี (Technology) ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 27 ดีขึ้น 1 อันดับ จากปี 2561 รองลงมาคือปัจจัยด้านความรู้ด้านดิจิทัล (Knowledge) อยู่ในอันดับที่ 43 ซึ่งดีขึ้น 1 อันดับจากปี 2561 เช่นกันและปัจจัยด้านความพร้อมในอนาคต (Future readiness)อยู่ในอันดับที่ 50 ลดลง 1 อันดับจากปี2561