ประเด็นหลัก

ถึงเวลาสร้าง "สตาร์ทอัพ" ระดับยูนิคอร์น ในประเทศไทย
21 มิถุนายน 2562

ประเทศไทยมีการพูดถึงการสร้าง 'ธุรกิจสตาร์ทอัพ' กันมาอย่างจริงจัง ได้ 3-4 ปีแล้ว ตามนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการจะสร้างนักรบทางเศรษฐกิจรุ่นใหม่ เพื่อไปแข่งขันในตลาดโลก

   โดยที่ผ่านมาทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ภาคเอกชนยักษ์ใหญ่  สถาบันการเงิน รวมถึงสถาบันการศึกษา ก็ตื่นตัวกับนโยบายนี้ พร้อมทั้งผลักดันโครงการออกมามากมาย รวมถึงมีการจัดตั้งกองทุนร่วมลงทุน (venture capital) และพยายามอัดฉีดเม็ดเงินลงไปจำนวนมากลงไปธุรกิจที่มีไอเดียต่างๆ แต่ดูเหมือนว่า การสร้างสตาร์ทอัพในไทย ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ก็คือ  ประเทศไทยยังไม่มีสตาร์ทอัพในระดับยูนิคอร์น หรือ สตาร์ทอัพที่มีมูลค่าธุรกิจเกิน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเกิดขึ้นได้เลย  ขณะเดียวกันเมื่อหันมามองประเทศเพื่อนบ้านอย่าง มาเลเซีย หรือ อินโดนีเซีย สามารถปั้นสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นได้แล้ว คือ 'แกร็บ' และ 'โกเจ็ท' ที่สร้างธุรกิจต่อยอด และลุยทำธุรกิจไปยังต่างประเทศได้แล้ว  

   ปัญหาหลักของสตาร์ทอัพ ก็คือ เรื่องของระบบนิเวศของสตาร์ทอัพ “Startup Ecosystem”ยังไม่เข้มแข็งพอ  หากวิเคราะห์แค่วงเงินสนับสนุน จะพบว่า สตาร์ทอัพไทยได้เม็ดเงินสนับสนุนในสัดส่วนที่น้อยมาก โดยข้อมูลในปี 2561  ที่ผ่านมามี นักลงทุน หรือ  VC สนับสนุนเม็ดเงินลงทุนในสตาร์ทอัพไทยเพียง 61 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ขณะที่ประเทศอินโดนีเซียมีการลงทุนสูงสุดที่ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เวียดนามอยู่ที่ 890 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมาเลเซียอยู่ที่ 148 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะเห็นว่า มีความแตกต่างกันหลายเท่าตัว

   ขณะที่เมื่อดูภาพรวมของสตาร์ทอัพไทย พบว่ามากกว่า 87 ราย อยู่ในช่วงเริ่มต้น หรือ Pre-seed และอยู่ในระดับ Seed ประมาณ 49 ราย สตาร์ทอัพระดับ ซีรีส์ เอ มีประมาณ 21 ราย และระดับซีรีส์ บี และ ซี มีเพียง 10 รายเท่านั้น  แต่ถึงอย่างไรก็ดี แม้ว่าวันนี้ยังไม่ประสบความสำเร็จแต่ก็เชื่อว่า สตาร์ทอัพไทย นั้นมีศักยภาพเพียงพอที่จะถึงจุดที่คนทั่วโลกให้การยอมรับได้  ดังนั้นมั่นใจได้ว่า หากทุกฝ่ายร่วมไม้ ร่วมมือกัน การจะเห็น สตาร์ทอัพ ระดับยูนิคอร์นในไทยนั้น สามารถเกิดขึ้นได้แน่นอน แต่สิ่งที่จะต้องมาวิเคราะห์เพิ่มเติม ก็คือว่า ตอนนี้ระบบนิเวศสตาร์ทอัพของไทย นั้นดีเพียงพอต่อการแจ้งเกิดหรือยัง?  ซึ่งที่ผ่านมาในแง่ของกฎกติกา ภาครัฐก็มีการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบ  เพื่อลดอุปสรรคในการประกอบธุรกิจพอสมควร อาทิ  เปิดช่องให้สตาร์ทอัพสามารถออกหุ้นกู้แปลงสภาพได้ เพื่อลดอุปสรรคในเรื่องการหาสภาพคล่อง รวมถึงมีการยกร่าง "พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้นแห่งชาติ" เพื่อสร้างมาตรฐานในการดูแลสตาร์ทอัพ ให้ดีขึ้น และในอีกทางหนึ่งกฎหมายตัวนี้ก็จะช่วยดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติ เข้ามาลงทุนสตาร์ทอัพไทยมากขึ้น ทั้งนี้ในแง่ของภาครัฐ เมื่อปีที่ผ่านมาก็ทุ่มงบประมาณลงไปสนับสนุนสตาร์ทอัพไทยแล้วกว่า 312 ล้านเหรียญสหรัฐ ผ่านโครงการต่างๆ ภายใต้ยุทธศาสตร์ ไทยแลนด์ 4.0  และยังมีการออกนโยบายเกี่ยวกับการทำสมาร์ทวีซ่า เพื่อดึงคนเก่งระดับหัวกะทิเข้ามาทำงานในประเทศ

   นอกจากการแก้ไขกฎระเบียบแล้ว สิ่งที่สำคัญอีกประกาศคือ การขยายจำนวนของสตาร์ทอัพ ที่ยังจะต้องลงมือทำอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสร้างเวทีประกวดนวัตกรรมและไอเดียทางธุรกิจ หรือการสร้างศูนย์บ่มเพาะสตาร์ทอัพให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นของรัฐ เอกชน หรือ สถาบันการศึกษา
โดยในเร็วๆนี้ ภาคเอกชนของไทย จะมีการเปิดตัว ทรู ดิจิทัล พาร์ต ซึ่งเป็นศูนย์บ่มเพาะและสร้างอีโคซิสเต็มให้กับ สตาร์ทอัพที่ใหญ่ที่สุดไทย ด้วยเนื้อที่กว่า 200,000 ตารางเมตร ซึ่งสถานที่แห่งนี้จะเป็นศูนย์รวมทุกอย่างที่ สตาร์ทอัพต้องการมารวมไว้ทีนี่
ซึ่งเห็นได้ชัดเจนแล้วว่า ไทยเราให้ความสำคัญกับการสร้างสตาร์ทอัพขนาดไหน

   ทั้งนี้ที่ผ่านมา ในส่วนของภาครัฐก็มีการจัดงาน  “Startup Thailand 2018" ซึ่งงานนี้ จะเป็นงานใหญ่ของวงการ สตาร์ทอัพไทย ที่นอกจากจะเป็นเวทีให้สตาร์ทอัพไทยได้โชว์ประสิทธิภาพในบริการ หรือ นวัตกรรมของตัวเองแล้ว ในงานนี้ยังมี startup ชั้นนำกว่า 400 ราย จาก 25 ประเทศ มาร่วมแสดงโชว์  แถมยังได้สุดยอดตัวจริงในวงการมาเล่าประสบการณ์ต่างๆ ให้ผู้ที่สนใจอีกด้วย  

   ขณะเดียวกัน ในส่วนของภาคเอกชน ก็มีหลายแห่งที่สร้างศูนย์บ่มเพาะสตาร์ทอัพและผลักดันให้ธุรกิจสตาร์ทอัพ ให้มีความเติบโต ยกตัวอย่างโครงการ ดีแทค แอคเซอเลอเรท  ซึ่งปีนี้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 แล้ว และที่ผ่านมา ดีแทคก็ช่วยให้ สตาร์ทอัพไทย ผ่านการระดมทุนระดับ Series A จำนวน 6 ธุรกิจในขณะที่ยังมีอีก 23 ธุรกิจที่ผ่านการระดมทุนระดับเริ่มต้น (Seed)  ซึ่งในส่วนนี้ดีแทค ได้พยายามที่จะสนับสนุนทางด้านความรู้ต่างๆเพื่อสร้างสตาร์ทอัพไปสู่ระดับ  Series A ให้มากขึ้น และได้มีการเปิดตัวโครงการ A Academy นี้ขึ้นมาเพื่อที่จะช่วยผลักดันให้ธุรกิจสตาร์ตอัพเหล่านั้นให้ก้าวไปสู่การระดมทุนระดับ Series A ได้ง่ายขึ้น

   อีกองค์กรที่มาแรงในการสร้างสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ นั้นก็คือ แพลตฟอร์มอย่าง ไลน์ ที่มีการจัดงาน ‘ไลน์ สเกลอัพ 2019 (LINE ScaleUp 2019) ที่เป็นโปรแกรมเพื่อการต่อยอดความสำเร็จสตาร์ทอัพไทยสู่ตลาดโลก อย่างเป็นทางการ  โดยโครงการในปีนี้ได้  โดยโครงการในปีนี้ได้ ไลน์ เวนเจอร์ (LINE Ventures) ซึ่งเป็นหน่วยงานการลงทุนของไลน์ คอร์ปอเรชั่น เข้ามาสนับสนุน และยังมีการมอบสิทธิพิเศษในการใช้เทคโนโลยี LINE Messaging API การให้คำปรึกษาด้านเทคนิค และคำแนะนำด้านธุรกิจและการลงทุน  ซึ่งในปี 2562 สตาร์ทอัพที่ไลน์มองหา คือ สตาร์ทอัพที่มีการเปิดให้บริการโปรดักส์หรือเซอร์วิสตนเองสู่ตลาดเรียบร้อยแล้ว และมีความต้องการที่จะขยายบริการ (Scale) ให้มากขึ้นหรือค่ายผู้ให้บริการมือถืออีกรายอย่าง AIS ก็มีโครงการ The Startup และได้ เปิดหาสตาร์ทอัพที่มีไอเดีย เข้าไปใช้ทรัพยากร และองค์ความรู้ ต่างๆที่ AISเตรียมไว้ให้ ในฐานะศูนย์บ่มเพาะที่มีความสำคัญไม่แพ้ใครในตลาด ซึ่งนอกจากจะจัดสรรทรัพยากร ให้สตาร์ทอัพอย่างเต็มที่แล้ว ยังเปิดคอร์สการเรียน และไปหาประสบการณ์ในต่างประเทศด้วย

   นอกจากนี้ ในกลุ่มธนาคารและสถาบันการเงินเอง ก็ให้ความสำคัญกับสตาร์ทอัพมากขึ้น มีการตั้งแผนกที่แยกออกมามองหา โอกาสใหม่ๆจากกลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพ โดยเฉพาะในกลุ่มฟินเทค และ บล็อกเชน เป็นต้น

สำหรับเคล็ดลับ ที่จะช่วยให้ธุรกิจสตาร์ทอัพ ประสบความสำเร็จ จะมีด้วยกัน 3 ด้านหลัก ประกอบไปด้วย

ข้อที่ 1."Business Model" รากฐานสู่ความมั่นคงของธุรกิจ ผู้ที่มีไอเดีย อยากจะทำสตาร์ทอัพ ไม่ใช่แค่มีความรู้ในสิ่งที่ทำเท่านั้น แต่จะต้องรู้จักการวางโมเดลชองธุรกิจตัวเองด้วยว่า จะไปในทิศทางไหน เติบโต อย่างไร สร้างฐานลูกค้าอย่างไร  และต่อยอดอะไรได้บ้าง ถ้าวางแผนตรงนี้ได้ถูกต้องโอกาสที่จะประสบความสำเร็จย่อมมีมากขึ้น

ข้อที่ 2 "Customer First" ลูกค้าหรือผู้ใช้งานต้องมาเป็นอันดับ 1 ซึ่งสิ่งที่ สตาร์ทอัพคิดออกว่า จะช่วยสร้างประโยชน์ให้กับผู้ใช้งานได้มากกว่าเดิมอย่างไรบ้าง อาทิเช่น ความสะดวกสบาย ความรวดเร็ว ความคุ้มค่า หรือประสบการณ์ที่ดีกว่า ที่มีให้ในปัจจุบัน

ข้อที่ 3 "Localization" เจาะลึกพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละท้องถิ่น  ปัจจุบันเทคโนโลยีทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอี และร้านค้ารายย่อยต่อยอดธุรกิจออกไปสู่ประเทศอื่นๆ ง่ายขึ้น ผู้บริโภคแต่ละพื้นที่ มีความต้องการต่างกัน วัฒนธรรมและวิถีการใช้ชีวิตส่งผลให้พฤติกรรมจับจ่ายต่างกันออกไป ดังนั้น Localization จึงเป็นอีกกลยุทธ์สำคัญที่จะทำให้แบรนด์สามารถสร้างฐานลูกค้าและครองใจลูกค้าระดับภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เชื่อแน่ว่า หากมีความร่วมมือกันในทุกภาคส่วน รัฐ เอกชน สถาบันการเงิน และสถาบันการศึกษา กันอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าไม่ช้าไม่นาน ไทยเราอาจจะได้เห็น เซอร์วิส ระดับโลก จากผู้ให้บริการในประเทศไทยก็เป็นไปได้

ประเด็นหลักที่เกี่ยวข้อง

  • WEF จัดไทยขีดความสามารถแข่งขันอันดับ 40 ของโลก

    10 ตุลาคม 2562

    World Economic Forum (WEF) เปิดเผยรายงานดัชนีความสามารถทางการแข่งขันระดับโลก (Global Competitiveness Index: GCI) ปี 2019 ประเทศไทยได้คะแนนเพิ่มขึ้น แต่อันดับลดลงจาก 38 เป็น40 

  • ผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล ประจำปี 2562

    27 กันยายน 2562

    จากการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลโดยIMD ในปี 2562 ประเทศไทยมีอันดับความสามารถในการแข่งขันอยู่ที่อันดับ 40 จาก 63 ประเทศทั่วโลก โดยลดลง 1อันดับจากปี 2561 เมื่อพิจารณาผลการจัดอันดับของประเทศไทยตามปัจจัยหลักที่ใช้ในการจัดอันดับรวม 3 ด้าน ได้แก่ ความรู้ด้านดิจิทัล (Knowledge) เทคโนโลยี (Technology)  และความพร้อมในอนาคต (Future readiness) พบว่า ปัจจัยที่มีอันดับดีที่สุดยังคงเป็นด้านเทคโนโลยี (Technology) ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 27 ดีขึ้น 1 อันดับ จากปี 2561 รองลงมาคือปัจจัยด้านความรู้ด้านดิจิทัล (Knowledge) อยู่ในอันดับที่ 43 ซึ่งดีขึ้น 1 อันดับจากปี 2561 เช่นกันและปัจจัยด้านความพร้อมในอนาคต (Future readiness)อยู่ในอันดับที่ 50 ลดลง 1 อันดับจากปี2561