ประเด็นหลัก

ประเทศไทยกับการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน
6 กันยายน 2560

ปัจจุบัน ไทยเดินมาสู่ทางแยกที่จะต้องเลือกว่า จะ “กินบุญเก่า” คือ ไม่ต้องทำอะไร หรือ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ธุรกิจ ในงานสัมมนานี้ นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ชี้ว่า “เมื่อโลกปัจจุบันมีความเชื่อมโยงมากขึ้น สินค้าและบริการไหลไปได้อย่างเสรี ไทยอยู่นิ่งไม่ได้ การที่โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีสิ่งที่เรียกว่า “disruptive technology” เช่น FinTech, Blockchain ผู้ที่ไม่ปรับตัวรับกับความเปลี่ยนแปลงก็จะสูญพันธ์ หรือไม่เติบโต”

ปัจจุบัน เราได้เห็นผู้ประกอบการหลายรายที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมและกลายเป็นประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง  Uber กลายเป็นบริษัทแท็กซี่ที่ใหญ่ที่สุดในโลกโดยที่ไม่ได้เป็นเจ้าของแท็กซี่เลยสักคัน Alibaba กลายเป็นผู้จำหน่ายปลีกที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลกที่ไม่มีสินค้าคงคลัง Facebook เป็นเจ้าของสื่อที่เป็นที่นิยมที่สุดในโลกแต่ไม่ได้สร้างเนื้อหาเองเลย หรือ Airbnb ผู้ให้บริการที่พักที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ไม่ได้เป็นเจ้าของโรงแรมสักแห่งเดียว

IMD Professor Arturo Bris ได้อภิปรายในสัมมนาเดียวกันว่า การสร้างขีดความสามารถในปัจจุบันเทคโนโลยีและนวัตกรรมนับเป็นเรื่องจำเป็น เพราะ การค้าขายในยุคดิจิทัลใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นหลัก และเราต้องยอมรับว่า เทคโนโลยีและนวัตกรรมในยุคสมัยใหม่นี้มันที่มีความซับซ้อนกว่ายุคเก่า IMD Professor Carlos Cordon อภิปรายในงานสัมมนาว่า ในโลกการธุรกิจการค้าในปัจจุบัน “ผู้ค้าใน e-commerce นั้นรู้ว่าลูกค้าต้องการซื้อสินค้า ก่อนที่ตัวลูกค้าจะตัดสินใจซื้อเสียอีก” เพราะมีการใช้เทคโนโลยีอย่าง predictive analytics มาใช้ในการวิเคราะห์ทิศทางและแนวโน้มของตลาด ซึ่งทั้งหมดนี้นับเป็นความจำเป็นยิ่ง 

 

ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในภูมิภาค และในโลกในปี 2560

คุณเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท. จำกัด มหาชน ประธาน TMA Center for Competitiveness กล่าวว่า ผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศจาก World Competitiveness Center ของ International Institute for Management Development หรือ IMD สวิตเซอร์แลนด์ ประจำปี 2560  ผลการจัดอันดับของไทยดีขึ้นทั้งโดยคะแนนและอันดับ โดยเลื่อนขึ้นจากอันดับที่ 28 ในปี 2559 เป็น 27 ในปี 2560 จากผลสำรวจ 63 ประเทศทั่วโลก โดยคะแนนภาพรวมในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 80.095 เปรียบเทียบกับ 74.681 ในปี 2559 คะแนนของประเทศไทยดีขึ้นสามปีซ้อนจากคะแนน 65 ขึ้นมาที่ 80 นั่นคือปีละ 5 คะแนน มากกว่าค่าเฉลี่ยประเทศทั่วโลกได้คะแนนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3 คะแนน ต่อปี และเป็นปีแรกที่ ประสิทธิภาพของภาครัฐ สูงกว่าภาคเอกชนซึ่งคะแนนอยู่ที่เดิม และส่วนที่ต้องปรับปรุงคือ ส่วนของโครงสร้างพื้นฐานที่คะแนนได้ต่ำเหมือนเดิม

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการ คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ กล่าวว่า สำหรับการจัดอันดับ Ease of Doing Business โดย The World Bank ประเทศไทยได้คะแนนเพิ่มขึ้นในปี 2560 แต่ยังอยู่ในอันดับ 9 ของเอเชีย และในอาเซียนไทยอยู่อันดับที่ 3 รองจากสิงคโปร์ และมาเลเซีย

 

วิเคราะห์ความเป็นไปได้ที่ไทยจะก้าวเป็นประเทศที่เศรษฐกิจพัฒนา

Professor Arturo แสดงความเห็นว่าท่านเชื่อว่าไทยสามารถพัฒนาให้เป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงสุดในอันดับที่ 20 ในเวลาไม่นานเกินไป ถ้ามีสามสิ่งนี้คือ ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ความเป็นผู้นำ และความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน

การวิเคราะห์ตามหลักการ SWOT จุดแข็ง (Strength) จุดอ่อน (Weakness)  โอกาส (Opportunity) และ อุปสรรค (Threat)

จุดแข็งของไทยหรือสิ่งที่จะเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (Strength)

1) ไทยเป็นผู้นำโลกในอุตสาหกรรมอาหาร เพราะไทยมีวัตถุดิบที่หลากหลาย มีพื้นที่เกษตรกรรมมาก 2) ไทยเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว เพราะไทยมีความสวยงามทางธรรมชาติ มีวัฒนธรรม อาหาร และคนไทยมีความเป็นมิตรกับชาวต่างชาติ เพื่อนบ้านนั้นถึงกับอิจฉากับจำนวนนักท่องเที่ยวของไทย 3) ไทยมีที่ตั้งที่ดีที่สุดที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ของอาเซียน เป็นประตูของอาเซียนและตั้งอยู่บน aviation highway 4) ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ 5) ไทยเป็นศูนย์กลางการบริการทางการแพทย์ 6) ไทยมีผลิตภัณฑ์ยางมากที่สุด

รัฐบาลมีแผนที่จะต่อยอดจุดแข็งของ 5 อุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ (First S-curve) โดยจะสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (Next – Generation Automotive)  อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics) อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Affluent, Medical and Wellness Tourism) การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ (Agriculture and Biotechnology) และอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร เช่น อาหารสำหรับผู้ป่วย ผู้สูงวัย (Food for the Future such as Functional Food)

อุปสรรค (Threat)

กฎหมาย

ดร. สุวิทย์  ได้กล่าวอภิปรายในสัมมนาว่าสิ่งที่จะทำให้ Thailand 4.0 ไม่สำเร็จคือ การที่ประเทศมีกฎระเบียบที่มากเกิน ลักลั่น รกรุงรัง และล้าสมัย ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญ ดร. ทศพรชี้ว่าในรายงานของ IMD ถึงแม้ไทยจะได้ถูกจัดให้อยู่ในอันดับความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้น แต่ระบุในส่วนความเห็นว่าสมรรถนะของภาครัฐยังต้องปรับปรุง ทั้งในเรื่องการปฏิรูปการบริหารราชการและกฎหมาย การแก้ปัญหาคอรัปชั่น ดร. ทศพรกล่าวว่ารัฐบาลได้ ใช้พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 ที่จะทำให้ประชาชนได้รับบริการจากภาครัฐที่ เร็วขึ้น ง่ายขึ้น และเสียค่าใช้จ่ายน้อยลง และก็ได้จัดทำคู่มือเรื่องขั้นตอนปฏิบัติการไปติดต่อราชการและสามารถเข้าไปดูได้ที่ www.info.go.th และยังมีแผนที่จะจัดระบบคิวออนไลน์ การติดตามความก้าวหน้างานที่มาติดต่อราชการและการสำรวจความพึงพอใจของประชาชนที่เข้าไปรับใช้บริการหน่วยงานราชการผ่านสมาร์ทโฟน และรัฐก็ได้เลือกแก้ไขกฎระเบียบในสี่เรื่องที่มีผลกระทบกับประชาชนเป็นจำนวนมากก่อนเรื่องอื่น คือเรื่องเกี่ยวกับ อาหารและยา วีซาและการเข้าเมือง และเกี่ยวกับใบอนุญาตด้านการเกษตร การเร่งรัดการรังวัดที่ดิน การใช้รังวัดที่ดินเอกชน การเร่งรัดขั้นตอนเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา และยังได้ขจัดระเบียบที่ไม่จำเป็น เช่นการทำตรายาง ของบริษัท การใช้มาตรา 44 ปลดล็อคในการแก้ไขกฎหมายต้องใช้เวลา และขั้นตอนมากมาย บางกฎหมายต้องผ่านการเห็นชอบจากสภา เช่นได้ใช้มาตรา 44 แก้ไขระเบียบของตลาดหลักทรัพย์ที่ให้ผู้ถือหุ้นรายย่อย 10 เปอร์เซ็นต์สามารถเรียกประชุมบริษัทได้ หลายหน่วยงานรัฐก็ได้ปรับตัวเข้าสู่ระบบดิจิทัล เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ทำระบบลงทะเบียนออนไลน์ แต่ ดร. ทศพร ก็ยังรับว่าระบบนี้ของไทยยังล้าหลังกว่าสิงคโปร์ที่เอกชนสามารถเข้าไปทำธุรกรรมให้เสร็จภายในเว็บไซต์เดียวที่เรียกว่า License One. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่า ตั้งแต่ปีที่แล้วรัฐบาลได้เริ่มทำเรื่องโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินระบบดิจิทัล เพื่อทำ e-payment อย่างโครงการ prompt pay และที่กำลังทำตอนนี้คือ Any ID เพื่อให้การโอนเงินถูกลง และต่อไปแม้แต่ร้านขายก๋วยเตี๋ยวก็สามารถใช้เครื่อง EDC (Electronic Data Capture) ท่านว่าไทยเริ่มโครงการนี้เร็วที่สุดในอาเซียน และคิดว่าจะสำเร็จก่อนสิงคโปร์ สิ่งที่จำเป็นอันดับต่อไปสำหรับ Digital economy คือการทำให้ทุกคนมี Digital ID

การขาดกำลังคนที่มีประสิทธิภาพ

ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับการขาดแคลนกำลังคนและบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ มีความรู้เฉพาะทาง และพร้อมที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ทั้งนี้ ทุกฝ่ายต่างยอมรับว่า ในการขับเคลื่อนให้ประเทศเป็นไปตามแผนและประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย การพัฒนากำลังคนถือเป็นสิ่งสำคัญและต้องเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม เราต้องยอมรับว่าการศึกษาของไทยยังคงล้าหลัง นอกจากระบบการศึกษาที่ล้าหลังแล้ว อีกปัญหาหนึ่งที่สะท้อนว่าประเทศไทยขาดกำลังคนที่มีประสิทธิภาพ คือทักษะของเด็กไทยในวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ซึ่งเป็นวิชาสำคัญและเป็นพื้นฐานของการพัฒนาและขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่า ความสามารถของเด็กไทยในวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ยังเป็นรองประเทศอื่น  Professor Arturo ได้อภิปรายว่า การศึกษาของไทยจะต้องเน้นการผลิตคนสำหรับงานในอนาคต

การพัฒนากำลังคนให้มีประสิทธิภาพและสามารถรองรับกับพลวัตโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นอกจากจะสร้างให้คนมีความรู้ความสามารถทางด้านเทคนิคกลไก หรือสามารถสร้างเทคโนโลยี สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องปลูกฝังไปพร้อม ๆ กัน คือ “ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)” ในการสัมมนา มีการกล่าวถึงอย่างกว้างขวางว่า โลกในอนาคตงานจำนวนมากจะนำหุ่นยนต์มาใช้เพื่อทดแทนกำลังคน และเครื่องจักร ดังนั้น การพัฒนาคนโดยอาศัยสูตรสำเร็จทางการศึกษาแบบเดิม หรือเน้นแต่การสร้างคนที่มีความรู้ทางเทคนิคกลไก หรือเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว ดังที่ใช้มาในประเทศยุโรป หรือเอเชีย อย่างสิงคโปร์อาจไม่ตรงกับความต้องการของธุรกิจในอนาคต คุณเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การศึกษาจะต้องไม่ใช่การสอนเนื้อหา เพราะเนื้อหามีอยู่เต็มโลก เด็กสามารถเข้าถึงเนื้อหาเองได้ แต่การศึกษาต้องเป็นสิ่งที่ผลักดันที่ทำให้เด็กรู้จักที่จะใช้พลังความคิดสร้างสรรค์ การศึกษาต้องเป็นแรงบันดาลใจ ที่จะทำให้คนรักที่จะเรียนรู้และพัฒนาทักษะตลอดเวลา การศึกษาต้องเป็นสิ่งที่สามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต

ในประเทศไทย เพื่อที่จะพัฒนาคนให้สามารถรองรับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 (Industrial 4.0) รวมไปถึง สามารถที่จะเป็นกลไกในการขับเคลื่อนโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก EEC รัฐควรต้องเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนากำลังคนให้มากยิ่งขึ้น การมีส่วนร่วมในที่นี้ อาทิ การเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาจัดการการศึกษาเองเพื่อผลิตคนที่ตรงความต้องการเพราะความจำกัดด้านเวลา และอุปสรรคด้านกฎระเบียบของกระทรวง นอกจากนี้ การอาศัยองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ที่มีความสามารถจากต่างประเทศนับว่าเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็น ดังนั้น นอกจากการให้สิทธิพิเศษด้านภาษีแล้ว กฎระเบียบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการอำนวยความสะดวกในการต่อวีซ่า หรือการทำสภาพแวดล้อมให้เอื้ออำนวยนับเป็นสิ่งหนึ่งที่มีความจำเป็น

ดร.พิเชฐ เชื่อในความสามารถของเด็กไทยหากได้รับโอกาสและการสนับสนุน ท่านว่าเด็กไทยสามารถสร้างดาวเทียมขนาดจิ๋ว ยกตัวอย่าง การพัฒนาดาวเทียมคิวบ์แซท เป็นการดำเนินการโดย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ดร.พิเชฐ กล่าวว่าหนทางที่จะพัฒนาคนให้ทันความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่ก็ต้อง “disrupt education” โดยใช้ “informal or unconventional education” โดยขอความร่วมมือกับเอกชน ทำการอบรมความรู้ทางไอที หรือสร้างการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ท่านเล่าว่าได้พูดคุยกับเอกชนบางบริษัท เช่น Google Cisco ทำให้ทราบว่าบริษัทมีโครงการอบรมคนไทย 30,000 คนในห้าปี ดร.พิเชฐเห็นว่าเป็นโครงการที่ช่วยประเทศไทยมากเสนอให้การสนับสนุนโดยให้เพิ่มการอบรมให้เป็น 100,000 คน ต่อปี

คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานคณะกรรมการสำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) กล่าวว่าการเรียนรู้ แบบ informal หรือ unconventional เช่นการฝึกหัด อบรม การเข้าฟังสัมมนาจากผู้มีประสบการณ์จริง เป็นการเรียนรู้ที่สามารถนำไปประกอบอาชีพได้ คุณวีระศักดิ์ต้องการเห็นการการเผยแพร่ บริหาร จัดการองค์ความรู้ที่ได้จากผู้เชี่ยวชาญที่มาประชุมสัมมนาในอุตสาหกรรม MICE เพื่อให้ไทยนำความรู้เหล่านั้นไปพัฒนาประเทศ เหมือนที่ ประเทศในยุโรป และอเมริกาพัฒนาสร้างชาติให้เจริญเพราะองค์ความรู้จากการพูดคุยในวงสัมมนา

ในประเด็นการพัฒนาบุคลากร Mika Tomczak principle จาก The Boston Consulting Group กล่าวในสัมมนาย่อย “Business Model Transformation” ว่าก่อนที่จะเปลี่ยน business model ธุรกิจยุคปัจจุบันจะต้องเผชิญกับความยากลำบากกับการเปลี่ยน mindset และพัฒนาคนในองค์กรให้รองรับกับยุค 4.0 ก่อน แต่ “people transformation” คงเป็นสิ่งที่ทุกบริษัทหลีกเลี่ยงไม่ได้หากต้องการอยู่รอด

 

 

จุดอ่อน (weakness)

ความไม่แน่นอน และความขัดแย้งทางการเมือง

ปี 2561 รัฐบาลจะจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปหลังจากที่รัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 มีการประกาศการใช้เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560 แต่หลายฝ่ายก็มีความเป็นห่วงว่าจะมีการเลือกตั้งตามแผนหรือไม่ และถ้ามีการเลือกตั้งแล้วหลังการเลือกตั้ง ความแตกแยกทางการเมืองที่มีมาเป็นเวลาหลายปี จะปะทุขึ้นอีกหรือไม่ภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และโครงการต่างๆที่ รัฐบาลนี้ได้ปูทางไว้ เช่นโครงการภายใต้ความร่วมมือกับเอกชน ประชารัฐ โครงการ EEC จะได้รับการสานต่อหรือไม่ภายใต้รัฐบาลใหม่ ทั้งนี้ผู้ร่วมอภิปรายต่างเห็นพ้องว่าโครงการเหล่านี้จะไม่ถูกยกเลิกโดยรัฐบาลใหม่หากประชาชนเห็นว่าเป็นโครงการที่มีประโยชน์และสนับสนุน รัฐบาลปัจจุบันจึงต้องเร่งมือทำโครงการให้สำเร็จ เพื่อให้เห็นผลโครงการโดยเร็ว ส่วนโครงการ EEC รัฐต้องลงพื้นที่สร้างความเข้าใจให้คนในสามจังหวัดว่าเขาจะได้ประโยชน์จากการพัฒนาอย่างไร

โอกาส (Opportunity)

รัฐจะกระตุ้นและส่งเสริม 5 อุตสาหกรรมอนาคต (New S-curve) ประกอบด้วยอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ (Robotics) อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ (Aviation and Logistics) อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ (Biofuels and Biochemicals) อุตสาหกรรมดิจิตอล (Digital) และอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร (Medical Hub) 

โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก Eastern Economic Corridor (EEC) คือ กลไกที่รัฐออกแบบและดำเนินการเพื่อที่จะรองรับอุตสาหกรรมเหล่านี้ โดย โครงการ EEC เน้นพื้นที่ในสามจังหวัดตะวันออก คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง โดยพื้นที่ 3 จังหวัดจะเป็นกลุ่มแรกของประเทศที่รัฐต้องการผลักดันให้เป็น “springboard” ตัวใหม่เหมือนกับที่ Eastern Seaboard ทำให้เศรษฐกิจประเทศเติบโตสูงอยู่หลายปี โดยบางปี อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นตัวเลขสองหลัก ผู้สัมมนาหลายท่านเชื่อว่าหากโครงการสำเร็จผล EEC จะเป็นเพชรเม็ดงามด้วยเหตุผลด้านปัจจัยการผลิต ด้านอุปสงค์  ด้านการแข่งขันและกลยุทธ์ของธุรกิจ  พร้อมทั้งอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องและสนับสนุนกัน คุณเทวินกล่าวว่าบริษัท ปตท ได้ให้เงินสนับสนุนสถาบันวิทยสิริเมธี หรือ VISTEC ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 680 ไร่ อ.วังจันทร์ จังหวัดระยอง โดยหวังให้สถาบันเป็น “Silicon Valley” เป็นระบบนิเวศน์เกื้อกูลให้กับ EEC ในแง่การวิจัยพัฒนา

นอกจากนั้นรัฐกำลังพัฒนาโครงการ Digital Park เพื่อให้เอกชนเข้ามาลงทุนในเนื้อที่ 700 ไร่ ที่ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรีโดยให้สิทธิพิเศษทางภาษีสูงสุด ดร.พิเชฐ กล่าวว่าสถานที่นี้เป็นทำเลยุทธศาสตร์ (physical and digital logistics) เพราะมีเคเบิลใต้น้ำ (submarine cable) และสามารถเชื่อมต่อกับโครงการ One Belt One Road ของจีน รัฐมนตรีกล่าวว่าท่านได้ไปคุยและเซ็นต์สัญญาMOU กับจีนเพื่อให้มาลงทุน The Internet of Cars ที่ Digital Park และเล่าว่าได้ไปชักชวนเอกชนรายหนึ่งที่ทำด้าน data center ให้มาลงทุนในไทย และชี้ให้เห็นว่าที่ตั้งประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ เพราะไทยเป็นประตูสู่ Asean ที่ครอบคลุมตลาดที่ใหญ่อย่างน้อย 250 ล้านคน จากประชากรทั้งหมดในอาเซียน 600 ล้านคน

ดร.พิเชฐ ยังได้ชี้ให้เห็นโอกาสที่รัฐได้ให้กับคนในต่างจังหวัด และชนบททั่วประเทศผ่านโครงการเน็ตประชารัฐ สองหมื่นกว่าหมู่บ้านที่จะมีอินเทอร์เน็ต broadband ใช้ภายในเดือนธันวาคมนี้ และครบทุกหมู่บ้านในประเทศ หรือกว่า 75,000 หมู่บ้าน ในปีหน้า โดยจะสร้างศูนย์ e-commerce ชุมชน และศูนย์ดิจิทัลชุมชน เพื่อขายสินค้าท้องถิ่น เช่นสมุนไพร เวชสำอาง สินค้าสด สินค้าOTOP สร้างรายได้ให้ชุมชน โดยจะสามารถจ้างงาน ผู้จัดการศูนย์ 75,000 ตำแหน่งในต่างจังหวัดที่จะอบรมชาวบ้านให้ขายสินค้าทางออนไลน์ โดยใช้ smart phone ที่นำมาเสริมด้วยแอพพลิเคชั่น scanner ก็พัฒนาเป็น point of sale ได้ ตอนนี้รัฐบาลก็เดินหน้าพัฒนา e-payment จนเกือบสำเร็จ ส่วนการพัฒนา e-logistic ดร.พิเชฐ ยอมรับว่าเป็นงานยาก แต่มีไปรษณีย์ไทยที่อยู่ภายใต้การกำกับรัฐบาลที่จะนำไปสนับสนุนได้

 

สิ่งหนึ่งที่จัดว่าเป็นโอกาสของประเทศ คือการเกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ที่ขนานนามว่าประชารัฐ คุณอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานคณะกรรมการสานพลังประชารัฐภาคเอกชน ประธานกรรมการ บริษัทน้ำตาลมิตรผล จำกัด กล่าวว่าประชารัฐ ริเริ่มโดยเอกชน 24 รายเข้าไปพบนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันโอชา และรองนายกรัฐมันตรี ดร. สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เมื่อสองปีก่อน ได้ก่อให้เกิดพลังขับเคลื่อนพัฒนาประเทศในหลายมิติที่จะก่อให้เกิดความมั่งคั่ง มั่นคง ยั่งยืน เช่น การส่งเสริม SME StartUp และ Social Enterprise ภายใต้คณะกรรมการสานพลังประชารัฐ โครงการพี่ช่วยน้อง (Big Brother) ที่ให้บริษัทขนาดใหญ่ของประเทศช่วยผลักดันขับเคลื่อนธุรกิจ SME โดยให้สิทธิพิเศษทางภาษีเป็นแรงจูงใจ โครงการ  “คอนเน็กซ์-อีดี”  โครงการผู้นำเพื่อการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน

 

เรียบเรียงจากงานสัมมนา

Thailand Competitiveness Conference 2017

ภายใต้หัวข้อ Reinforcing the Foundation for Competitiveness

เมื่อวันที่ 20-21 ก.ค. 2560

 

ประเด็นหลักที่เกี่ยวข้อง

  • “นวัตกรรมแบบเปิด” ใช้ความฉลาดคนอื่นสร้างประโยชน์ให้ธุรกิจ

    16 มกราคม 2561

    การแข่งขันของธุรกิจ ในยุคปัจจุบันนั้นต่อสู้กันด้วย "นวัตกรรม" สินค้าของค่ายไหน ใช้งานง่าย สะดวก ประหยัด และตอบโจทย์การใช้ชีวิต  เจ้านั้นจะเป็นผู้คว้าส่วนแบ่งการตลาด และเม็ดเงินจากลูกค้าได้มากกว่า  แล้วถามว่า บริษัทขนาดกลาง และ ขนาดเล็ก อยากจะมี นวัตกรรมของตัวเองบ้าง ภายใต้งบประมาณที่จำกัด จะเป็นไปได้หรือไม่  คำตอบก็คือ  "เป็นไปได้"